ถอดรหัส ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ พลิกกลยุทธ์ฝ่าวิกฤต
ถอดรหัส ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ พลิกกลยุทธ์ฝ่าวิกฤต
ย้ำผู้นำศูนย์การค้าไทย การเงินแข็งแกร่ง เดินหน้าลงทุนระยะยาวตามแผน
ปรับตัวพร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยกลยุทธ์ ‘Center of Life’
โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต การดำเนินธุรกิจและภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว “เซ็นทรัลพัฒนา” เบอร์หนึ่งธุรกิจศูนย์การค้าไทยภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ยังคงมั่นใจศักยภาพประเทศไทย ใช้วิธีฝ่าวิกฤตด้วยการปรับกลยุทธ์ รับความเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็น “Center of Life” ขณะเดียวกันยังใส่ใจดูแล Stakeholders อย่างเต็มที่ รักษาสถานะทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่ง เพิ่มพอร์ตลงทุนและพัฒนาธุรกิจให้หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง พร้อมการลงทุนในระยะยาวที่ยังคงดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ด้วยงบลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี (ปี 2563-2567)
ถอดบทเรียนจากความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจใน “วิกฤตโควิด” โดย “ปรีชา เอกคุณากูล” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพัฒนาศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกไทย กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาธุรกิจและคู่ค้าเดินหน้าฝ่าวิกฤตโควิด ปี 2563 ว่า ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ วางแนวทางรับมือ โดยให้ความสำคัญและดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง
เซ็นทรัลพัฒนา ปรับกลยุทธ์และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ตั้งแต่ “ลูกค้า” มุ่งให้บริการภายใต้ความสะดวกและปลอดภัย โดยมีการเพิ่มบริการ อาทิ Chat & Shop, Drive-Thru Pick-Up และ Pick-Up Counter & Delivery
“ผู้เช่า” โดยมีมาตรการช่วยเหลือร้านค้าที่เป็นคู่ค้ากว่า 15,000 ราย ทั้งการยกเว้นค่าเช่า 100% ระหว่างที่ภาครัฐมีคำสั่งให้ปิดบริการศูนย์การค้าชั่วคราว พร้อมอำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจ อาทิ Food Pick-Up Counter, Delivery Service และช่วยเหลือสนับสนุนทางการตลาดเมื่อร้านค้ากลับมาดำเนินการต่อได้ อีกทั้งลดค่าเช่าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พันธมิตรคู่ค้าฟื้นตัว
“พนักงาน” ไม่มีการ “เลิกจ้าง” หรือ “ปรับลดเงินเดือน” เพราะเป็นส่วนสำคัญขององค์กร แต่มีการปรับกำลังคนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม และดูแลด้านความปลอดภัยด้วยการทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมให้พนักงานทุกคน
“ผู้ถือหุ้น” เน้นรักษาธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทบทวนแผนลงทุนในระยะสั้น เพื่อรักษาสภาพคล่องให้พร้อมรับสถานการณ์ในขณะนี้ที่ยังมีความไม่แน่นอน
“สังคมและชุมชน” ได้มีส่วนร่วมในการบริจาคอุปกรณ์การแพทย์, เปิดพื้นที่ฟรีให้กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบได้มาค้าขายได้ รวมถึงลดค่าครองชีพด้วยการลดราคาอาหารในศูนย์อาหารของเซ็นทรัลพัฒนาทั่วประเทศ
++ การเงินแข็งแกร่ง-เดินหน้าแผนงานระยะยาวต่อเนื่อง
เซ็นทรัลพัฒนา เป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานว่ามีวินัยทางการเงินเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันสถานะทางการเงินยังแข็งแกร่งดี (Net D/E ของไตรมาสที่ 2/2563 อยู่ที่ 0.55 เท่า ต่ำกว่าระดับนโยบายของบริษัทที่ 1 เท่า ซึ่งถือว่ามีความพร้อมและยืดหยุ่นมากในการบริหารโครงสร้างเงินทุนของบริษัท)
นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วและได้ดำเนินมาตรการในด้านต่างๆ เพื่อให้มั่นใจในการบริหารธุรกิจในช่วงวิกฤตและรักษาความเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ โดยแผนการในการพัฒนาโครงการต่างๆ ในระยะยาว ยังคงเป็นไปตามที่วางไว้ด้วยงบลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี (ระหว่างปี 2563 – 2567)
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัลพัฒนา ย้ำว่า “โครงการต่างๆ ยังคงเป็นไปตามที่วางแผน โดยเน้นโครงการในลักษณะ Mixed-Use Development อย่างเซ็นทรัลพลาซา อยุธยา, ศรีราชา และจันทบุรี”
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อยุธยา ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม โรงแรม และที่พักอาศัย คาดว่าจะเปิดบริการปี 2564
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศรีราชา ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม โรงแรม อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และศูนย์การศึกษา คาดว่าจะเปิดบริการปี 2564
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จันทบุรี ประกอบด้วย ศูนย์การค้าและการพัฒนารูปแบบผสมอื่นๆ คาดว่าจะเปิดบริการปี 2565
++ สร้างความหลากหลายทางธุรกิจ กระจายความเสี่ยง
ข้อมูลเมื่อสิ้นปี 2562 ที่ผ่านมา เซ็นทรัลพัฒนา มีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงานรวม 34 โครงการ อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 โครงการ ต่างจังหวัด 18 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ ศูนย์อาหาร 30 แห่ง อาคารสำนักงานให้เช่า 7 อาคาร โรงแรม 2 แห่ง อาคารที่พักอาศัยเพื่อเช่า 1 โครงการ รวม 11 ยูนิต และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย 8 โครงการ รวม 2,798 ยูนิต
นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนายังได้เข้าไปพัฒนาโครงการที่พักอาศัย เน้นทำเลใกล้ศูนย์การค้า และทำเลที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่อขยายไลน์ธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่พัฒนาแล้ว อาทิ เอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงใหม่, เอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงราย, เอสเซ็นท์ นครราชสีมา, ฟิล พหล 34 และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ เอสเซ็นท์ อุบลราชธานี, เอสเซ็นท์ พาร์ควิลล์ เชียงใหม่, นิยาม บรมราชชนนี เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านี้ ในปี 2562 ที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนายังได้ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทจากประเทศมาเลเซีย โดยเปิดให้บริการ Co-working Space ภายใต้แบรนด์ “Common Ground” สาขาแรกในประเทศไทยที่อาคารสำนักงาน จี ทาวเวอร์ พระราม 9 และเปิดสาขา 2 ที่อาคาร ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์
ลงทุนในธุรกิจแกร็บ (Grab) ประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อเพิ่มช่องทางขยายธุรกิจ ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าในศูนย์การค้า และเพิ่มจำนวนผู้มาใช้บริการ รวมทั้งลงทุนใน บริษัท เบย์วอเตอร์ จำกัด ถือโดย บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) (“GLAND”) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มฐานรายได้ในการเติบโตบนที่ดินที่มีศักยภาพ บริเวณถนนพหลโยธินและสี่แยกพระราม 9
“เรายังมองหาโอกาสการลงทุนและพัฒนาธุรกิจให้หลากหลายขึ้น โดยพยายามสร้างแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อเสริมธุรกิจที่ดำเนินการอยู่และสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย ทั้งประเภทศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม รวมถึงการลงทุนในต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจที่เกื้อหนุนให้บริษัทสามารถตอบรับกับเทรนด์ใหม่ๆ ในอนาคต” ปรีชา ระบุ
++ รับมือการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวเร็วด้วยกลยุทธ์ “Center of Life”
ปรีชา กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากศูนย์การค้ากลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค.2563 ที่ผ่านมา ลูกค้าให้ความมั่นใจและมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีปริมาณลูกค้ากลับมาใช้บริการ 80-90% และบางศูนย์ฯ กลับมาแล้ว 100% ซึ่งเป็นผลจากการที่ศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาทุกสาขามีการเตรียมความพร้อมที่ดีในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจนถึงช่วงล็อกดาวน์ ได้มีการใช้มาตรการความสะอาดและความปลอดภัยในเชิงรุก และในช่วงเตรียมคลายล็อกดาวน์ได้ประกาศใช้แผนแม่บท “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” ยกระดับมาตรฐาน Hygiene & Safety กับ 5 แกนหลัก กว่า 75 มาตรการ ที่ขณะนี้กลายเป็นแผนแม่บทที่ทุกภาคส่วนได้นำไปใช้ในวงกว้าง ตามเจตนารมณ์ที่จะแบ่งปันให้เป็นสาธารณประโยชน์
“ทุกศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาเป็น Center of Life หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ทุกคนมั่นใจออกมาใช้ชีวิตโดยยังคงรักษาวินัยตามวิถี Social Distance และจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เช่น Digital Lifestyle หรือเทรนด์สุขภาพ เราได้มีการคาดการณ์และเตรียมการรองรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยพร้อมตอบรับกับวิถีชีวิตในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะ “ออนไลน์แพลตฟอร์ม” เป็นหนึ่งในเรือธงของเซ็นทรัลพัฒนาที่จะทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก โดยมีให้ลูกค้าเลือกทั้ง One Call One Click และ Chat & Shop
อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงล็อกดาวน์ ผู้บริโภคจะคุ้นเคยกับการทำงานอยู่ที่บ้าน มีการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น แต่คนยังคงโหยหาการใช้ชีวิตที่มีการพบปะพูดคุยและสังสรรค์กัน ดังนั้น New Shopping Experience ต้องเป็นการผสมผสานระหว่าง Physical Store กับ Online Service เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและตอบรับทุกความต้องการของทุกคนยิ่งขึ้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพีเอ็น กล่าวสรุป
ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจขึ้นหรือลง ภายใต้วิกฤต เซ็นทรัลพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่ง มองหาโอกาส ปรับตัวให้เร็ว และตรงใจผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด!