เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
Biz Movement หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
Politics รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
Finance หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
Finance สรรพากร ไขปม วัดดังอยุธยา อยู่ในระบบ e-Donation หรือไม่ ?
ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
Finance ก.ล.ต.เร่งปิดคดีตลาดทุน ไม่เกิน 2 ปี พร้อมลุยเพิ่มอำนาจคุม Short Sell
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 68,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 68,850 บาท
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มอบเงินช่วยเหลือชาวเนปาล ประสบอุทกภัย-ดินถล่ม
Biz Movement มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มอบเงินช่วยเหลือชาวเนปาล ประสบอุทกภัย-ดินถล่ม
สรรพากรเผยความคืบหน้าคดีหุ้นชิน สืบทรัพย์-สอบสวนตามกฎหมาย ชี้อายุความ 10 ปี
Finance สรรพากรเผยความคืบหน้าคดีหุ้นชิน สืบทรัพย์-สอบสวนตามกฎหมาย ชี้อายุความ 10 ปี
ประกันสังคมขาย BCP 3 ล้านหุ้น ลดถือเหลือ 9.94% จังหวะราคาพุ่งสูงสุดรอบ 29 ปี
Finance ประกันสังคมขาย BCP 3 ล้านหุ้น ลดถือเหลือ 9.94% จังหวะราคาพุ่งสูงสุดรอบ 29 ปี
ดูทั้งหมด

3 ปัจจัยสำคัญ ต่อเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่เหลือของปี 2020

19 ก.ย. 2563 | 10:02น.
มองข้ามชอต
วชิรวัฒน์ บานชื่น Economic Intelligence Center ธ.ไทยพาณิชย์

หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศก่อนหน้านี้ ประกอบกับภาครัฐได้มีมาตรการสนับสนุนขนาดใหญ่ออกมา และทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง

ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะต่อไป

บทความนี้จะเสนอ 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2020 นี้

1.มาตรการปิดเมืองที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกแม้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวเริ่มมีแนวโน้มช้าลง

หลังทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง สถานการณ์การระบาดCOVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้น

ถึงแม้จะมีบางประเทศที่สามารถคุมสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อได้ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ อินเดีย และบราซิล เป็นต้น

อีกทั้งบางกลุ่มประเทศยังไม่สามารถคุมการแพร่ระบาดได้ดีนัก หลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีจากสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดที่แตกต่างกัน ทำให้ความคืบหน้าของมาตรการการเปิดเมืองมีความแตกต่างกัน โดยในประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ภาครัฐได้เริ่มทยอยเปิดเมืองต่อเนื่อง

ในขณะที่ประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาอยู่ในระดับสูง ภาครัฐได้เริ่มมีการเลื่อนการเปิดเมือง (lockdown easing delay) หรือกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในบางพื้นที่ (local lockdown)

เช่น สหรัฐ ที่กลับมาเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการขึ้นในบางรัฐ อีกทั้งเกาหลีใต้ เยอรมนี และอิตาลี ก็เริ่มกลับมาใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น

การเลื่อนมาตรการเปิดเมือง หรือการกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มข้น เป็นความเสี่ยงต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจเริ่มชะลอตัวลงในระยะต่อไป (stalling economic recovery)

โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ความเข้มงวดของมาตรการปิดเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมีนัย โดยประเทศที่ใช้มาตรการอย่างเข้มงวดจะเผชิญต่อภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่รุนแรงกว่า

และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่หดตัวลงมากที่สุดในไตรมาส 2 ของปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการปิดเมืองเข้มงวดมากที่สุด

ยกเว้นจีนที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นหลังได้ผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองก่อนประเทศอื่น ๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับชะลอลง (stalling recovery) สะท้อนจากดัชนี Google mobility (retail and recreation) ที่ฟื้นตัวชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศ

นอกจากนี้ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐปรับชะลอลง และยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19

การบริโภคภาคบริการในญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ และการลงทุนภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำ

อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการปิดเมืองในระยะหลังจะเน้นการปิดเมืองแบบเฉพาะพื้นที่ (local lockdown) ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยกว่าการปิดเมืองแบบทั่วไป (nation-wide lockdown) ที่เคยประกาศใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศตระหนักถึงผลกระทบของการปิดเมืองแบบทั่วไป ที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจต้องตกอยู่ในภาวะหยุดชะงักและหดตัวลงอย่างมาก

2.ความเสี่ยงหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) : มาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ได้ดำเนินไปเริ่มหมดอายุลง หรือการต่ออายุของมาตรการอาจมีขนาดเล็กลง ในขณะที่รายได้และการจ้างงานยังฟื้นตัวช้า

มาตรการทางการคลังที่ประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทยอยหมดอายุลงหรือได้รับการต่ออายุแต่ในขนาดที่เล็กลงในหลายประเทศ ทำให้เกิดหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินและการคลังขนาดใหญ่ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะหยุดชะงัก และตลาดการเงินที่อยู่ในภาวะวิ่งเข้าหาเงินสด (dash for cash)

ซึ่งมาตรการประเภทให้เงินช่วยเหลือ (cash handout) ส่วนใหญ่เป็นมาตรการชั่วคราว โดยหากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาไม่ทันกับการหมดอายุลงของมาตรการภาครัฐ หรือมาตรการเหล่านี้ไม่ถูกต่ออายุออกไป ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ตัวอย่าง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐทยอยหมดอายุลง แต่ทางสภายังไม่สามารถตกลงมาตรการชุดใหม่ได้ เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของมาตรการ

มาตรการสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง คือ มาตรการให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้ว่างงาน (600 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์) ซึ่งได้หมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม 2020 ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี Trump จะต่ออายุมาตรการผ่านการใช้ executive order แต่เงินช่วยเหลือแก่ผู้ว่างงานนั้นมีขนาดเล็กลง เหลือเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ในบางรัฐ

อีกทั้งคาดว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาจะเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงเดือนเดียวเท่านั้น และการต่ออายุมาตรการหลังจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง

เนื่องจากทางพรรค Democrat และ พรรค Republican ยังไม่สามารถตกลงเรื่องขนาดของมาตรการได้ จึงเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

นอกจากสหรัฐแล้ว สหราชอาณาจักรก็มีความเสี่ยง fiscal cliff เช่นกัน โดยที่ผ่านมาได้มีมาตรการช่วยเหลือการพักงาน (furlough scheme) ซึ่งรัฐบาลช่วยจ่ายสนับสนุนค่าจ้างลูกจ้างจำนวน 80% ในระหว่างที่ลูกจ้างต้องหยุดพักงานชั่วคราว

อย่างไรก็ดี ล่าสุดทางสหราชอาณาจักรได้ปฏิเสธการต่ออายุมาตรการออกไปและจะทยอยลดการอุดหนุนค่าจ้างลงเป็น 70% ในเดือนกันยายน และ 60% ในเดือนตุลาคม จากนั้นจะยกเลิกมาตรการหลังจากนั้นซึ่งคาดว่าการยกเลิกมาตรการอาจส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานในระบบเพิ่มสูงขึ้น

3.รอยแผลเป็นจากวิกฤต COVID-19 (scaring effects) : การล้มละลายของภาคธุรกิจปรับสูงขึ้น และการฟื้นตัวช้าของตลาดแรงงาน

มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดส่งผลให้แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ราว 4.5% ในเดือนมีนาคม 2020 มาแตะระดับสูงสุดที่ 14.4% ในเดือนเมษายน 2020

ซึ่งภายหลังจากที่มาตรการปิดเมืองได้ถูกผ่อนคลายลงไปบ้าง แต่อัตราการว่างงานก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 8.5%

การจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นกลับมานั้นเป็นผลจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับต่ำ

ทำให้นายจ้างหรือภาคธุรกิจลังเลต่อการกลับมาจ้างงาน ซึ่งการว่างงานที่นานต่อเนื่องอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากอาจทำให้ระดับฝีมือแรงงานถดถอยลง

นอกจากนี้ แม้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างบางส่วนจะสามารถกลับมาทำงานได้ แต่ก็อาจไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อทุนด้านจับคู่ (job-matching capital)

อันได้แก่ ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ได้มาจากการฝึกฝนงานเดิมเป็นเวลานาน และความเข้าใจในการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจ

โดยการศึกษาในสหรัฐพบว่า แรงงานมากกว่า 40% ที่เคยตกงานไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งปัจจัยด้านประสิทธิภาพแรงงานนี้เป็นกลไกสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ และมีผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ส่งผลให้บริษัททั่วโลกมีแนวโน้มปิดกิจการมากขึ้น ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองทำให้การเดินทางถูกจำกัด เป็นผลให้ประชาชนลดการบริโภคและลงทุนลง ภาคธุรกิจจึงสูญเสียรายได้จากการค้า โดยเฉพาะกลุ่มภาคการบริการที่รายได้ลดลงมาก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าธุรกิจบางส่วนจะสามารถปรับลดต้นทุนลงได้บ้าง และได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการภาครัฐ แต่ต้นทุนส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจก็ยังไม่สามารถปรับลดลงได้เท่า หรือใกล้เคียงกับรายได้ที่ลดลง ส่งผลให้ต้องปิดกิจการลง

โดยการศึกษาของ IMF พบว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลาย (bankruptcy filing) ในสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลก (global financial crisis)

นอกจากนี้ การประเมินของ IMF โดยใช้ข้อมูลของ Moody’s ยังพบอีกว่า โอกาสผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศ G20 ปรับสูงขึ้นหลังเกิดวิกฤต COVID-19 เช่นกัน

โดยการปิดกิจการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานที่อ่อนแอได้ เนื่องจากพบความสัมพันธ์ของการล้มละลายที่สูงขึ้นและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ มองข้ามชอต