‘ชวน’ เปิดโต๊ะเจรจา ลดเพดานม็อบ ผลิตซ้ำโมเดลปรองดอง ‘ฉบับประยุทธ์’
อาจเป็นความหวังครั้งใหม่ ที่ทำให้ “ความขัดแย้ง” ซึ่งสะสมมานานนับทศวรรษจนทะลุเพดานลดอุณหภูมิลง
เมื่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา เปิดดีลผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เพื่อระดมความคิด พาประเทศพ้นวิกฤต
“ส่วนตัวได้ประสานกับอดีตผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคน เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี 3 คน อดีตประธานรัฐสภา เสียงส่วนใหญ่พร้อมจะร่วมด้วยถ้ามีโอกาส”
“ไม่อยากให้สื่อไปตั้งเป้าหมายว่า อย่าไปคิดว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่สำเร็จทุกอย่าง เริ่มต้นจากการที่คนส่วนใหญ่ในประเทศอยากเห็นบ้านเมืองสงบ วิธีไหนทำให้บ้านเมืองสงบได้ เราก็จะพยายาม”
“ชวน” จึงชวนสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งอยู่ในกำกับของรัฐสภา หาทางคลายวิกฤต ให้ชงโครงสร้างคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ โดยชงมา 2 รูปแบบ
แบบแรกเป็นคณะกรรมการ 7 ฝ่าย ทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล ตัวแทนของวุฒิสภา และตัวแทนขององค์กรอื่น แต่มีข้อห่วงกังวล คือ ตัวแทน 7 ฝ่าย อาจมีองค์ประกอบที่ไม่สมดุล น้ำหนักเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล ไม่ได้รับความไว้วางใจ
2.ต้องระมัดระวังในการจัดหาผู้เอื้อกระบวนการ ซึ่งควรเป็นคณะทำงานจากหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วน ไม่ควรผูกขาด การจัดวาระการประชุมและการยอมรับในตัวประธานคณะกรรมการ
3.โอกาสที่พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมมีสูง และ 4.การหาตัวแทนฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นไปได้ยาก
ส่วนรูปแบบที่ 2 การมีคนกลางนั้น มีข้อดีคือ ทำให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ของการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ส่วนข้อห่วงกังวล คือ การยอมรับในตัวประธานคณะกรรมการ และกรรมการ
เป็นการตั้งไข่ปรองดองอีกครั้งในยุคที่นายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นคณะกรรมการชุดที่ 7 ที่พยายามหาทางออกจากความขัดแย้ง
ปฏิรูปควบปรองดองยุค คสช.
เมื่อนับเฉพาะในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่เข้าควบคุมอำนาจ จนถึงระยะผลัดใบอำนาจมาสู่รัฐบาลผสมทหาร-นักการเมือง ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ค้นหาสูตรปรองดองสมานฉันท์มาแล้ว 5 ชุด หากรวมอีก 1 ชุดที่แท้งก่อนคลอด ก็จะ
ตกตัวเลขที่ 6 คณะ
คณะแรกเกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร 2557 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2557 คสช.สั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตั้ง “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)” มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ (ยศขณะนั้น) เป็น ผอ.ศปป. โดยใช้ กอ.รมน.ภาค 1-4 ขับเคลื่อน
ผ่านมาเกือบ 1 ปี วันที่ 23 เมษายน 2558 ศปป.ออกแอ็กชั่นสำคัญ ด้วยการเรียกนักการเมือง นักวิชาการ ตัวแทนกลุ่มภาคประชาชน 83 รายชื่อ มาร่วมถกหาทางออกประเทศ มีผู้ตอบรับเข้าร่วม
ประชุม 40 คน ปิดห้องหารือที่สโมสรกองทัพบก
อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายใต้เวทีที่ใช้ชื่อว่า “เสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย” ในหัวข้อ “อนาคตของประเทศไทย”
หลังจากนั้น 3 มิถุนายน 2558 ครบรอบ 1 ปีของ ศปป. จัดในรูปแบบการเสวนาอีกครั้ง “เสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย” ในหัวข้อเดิม 4 วันต่อเนื่องกัน
บุคคลที่ถูกเชิญตัวก็ยังเป็นนักการเมืองต่างขั้วต่างค่าย-นักวิชาการหลากหลายทฤษฎี อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ
นำมาสู่การคลอดประเด็นปฏิรูปของ คสช. 11 ด้าน และลอกคราบมาอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งหมด 11 ด้าน 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านเศรษฐกิจ 6.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.ด้านสาธารณสุข 8.ด้านสื่อสารมวลชน 9.ด้านสังคม 10.ด้านพลังงาน 11.ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่
15 สิงหาคม 2560
คปป.ข้อเสนอที่แท้งก่อนคลอด
คณะที่ 2 เกิดขึ้นในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี “เทียนฉาย กีระนันทน์” เป็นประธาน โดยเมื่อ 21 กรกฎาคม 2558 คณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สปช. ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน ได้นำเสนอต่อที่ประชุม สปช. ให้มีการอภัยโทษ การนิรโทษกรรม และการเยียวยากับผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมและถูกดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง และการห้ามการชุมนุม ทั้งนี้ การอภัยโทษและการนิรโทษกรรม ไม่เกี่ยวกับบุคคลที่เป็นผู้กระทำผิดในคดีหมิ่นสถาบัน หรือกฎหมายอาญา โดยได้ส่งข้อเสนอให้กับรัฐบาลแต่เงียบหาย
คณะที่ 3 เป็น “กลไกพิเศษ” คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ช่วง1.ช่วงเลิกรัฏฐาธิปัตย์เรียกว่าประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ให้เหมาะสมกับการปฏิรูปสร้างความปรองดองพอจบ 5 ปี 2.จากนั้นเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างสากลฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขากล่าวเมื่อ 31 สิงหาคม 2558 ว่า
ประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน จะสามารถทำให้การปฏิรูปสำเร็จ สมัยก่อนมีรายงานการปฏิรูปโดยคณะกรรมการชุดของ นพ.ประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุน คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่ก็เก็บไว้บนหิ้ง เพราะรัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ทำ อยากให้ความขัดแย้งกลับไปเป็นเหมือนเดิม หรือจะป้องกันไม่ให้เกิดอีก 5 ปี ในระยะเปลี่ยนผ่าน
“สิ่งที่จะทำ คือ 1.กำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูป 2.สร้างความปรองดอง 3.หากเกิดความรุนแรงต้องยับยั้งได้ทันที โดยไม่ต้องลากรถถังออกมายึดอำนาจ จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เพื่อกำกับ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยขณะนี้”
แต่สุดท้าย คปป.ก็ต้องแท้งไป ด้วยการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญโดย สปช. หนึ่งในแม่น้ำ 5 สายเอง
สปท.ชงแก้รัฐธรรมนูญทุก 10 ปี
คณะที่ 4 ในช่วงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. มี “เสรี สุวรรณภานนท์” สมาชิก สปท. เป็นประธาน ได้ตกผลึกข้อเสนอปฏิรูปการเมือง-การปรองดอง ได้ชงสารพัดข้อเสนอ อาทิ
-ให้มีการทบทวนปรับแก้รัฐธรรมนูญ เสนอให้ในระยะเวลาเมื่อครบ 10 ปี ตั้งคณะกรรมาธิการจากฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่ทบทวน-ตรวจสอบการใช้รัฐธรรมนูญ ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับเหตุการณ์และสถานการณ์ของบ้านเมือง เพื่อความ
มั่นคงทางการเมือง
-ให้มีระบบความชอบธรรม หมายถึง การยอมรับในการมีอำนาจและการใช้อำนาจในการปกครอง ไม่ใช่การให้ประชาชนยอมรับในอำนาจเพราะความกลัว หรือเพราะได้รับผลประโยชน์ จึงเกี่ยวกับการประเมินความดีงามของการใช้อำนาจ ประสิทธิภาพในการใช้อำนาจ และความยุติธรรมของอำนาจทางการเมือง
-ให้มีการทำสัญญาประชาคมร่วมกันของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อให้เกิดความปรองดองกับคนในชาติ
ป.ย.ป.ฟื้นชีพหลังเลือกตั้ง
คณะที่ 5 “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง” (ป.ย.ป.) โดย “พล.อ.ประยุทธ์” ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2560 เพื่อจัดตั้ง ป.ย.ป. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 วางกรอบที่จะหยิบรายงานของ สปช.-สปท. มาต่อยอด แต่ก็เงียบหายไป
กระทั่ง 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ป.ย.ป.ได้ฟื้นชีพอีกครั้ง “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ป.ย.ป. ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งที่ประชุมได้รายงาน “ผลงานสำคัญ” ของสำนักงาน ป.ย.ป. โดยนางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. แถลงการประชุมว่า
ป.ย.ป.ได้นำเสนอผลงานที่สำคัญช่วงที่ผ่านมาต่อที่ประชุม เช่น การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การลดความเหลื่อมล้ำ การบูรณาการ ข้อสารสนเทศสำหรับผู้พิการ การป้องกันปัญหากลุ่มควันนำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ และปฏิรูประบบร้องเรียน ร้องทุกข์ของประเทศ
นิรโทษม็อบ-กองทัพกลับกรม
คณะที่ 6 แม้ไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ แต่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ในยุคที่มี “สิระ เจนจาคะ” เป็นประธาน ได้คลอดรายงาน “แนวทางสร้างความปรองดองและสมานฉันท์คนในชาติ เพื่อขจัดความขัดแย้งในสังคม” ซึ่งที่ประชุมสภาได้เห็นชอบรายงาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สาระสำคัญ อาทิ
-การนิรโทษกรรม เพื่อสร้างความปรองดอง จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-ปัจจุบัน โดยเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเท่านั้น ไม่รวมถึงการทำผิดคดีอาญา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเสนอให้ตราเป็นกฎหมายพิเศษ เช่น การออก พ.ร.ก. หรือการออก พ.ร.บ.
-ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบวางกติกาไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจ โดยเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้นายกรัฐมนตรียุบสภาทันที แล้วจัดเลือกตั้งใหม่
-ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความขัดแย้ง ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง ผู้นำชุมนุม ฝ่ายความมั่นคง สื่อมวลชน ขอโทษต่อสาธารณชน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือนายกฯที่บริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรแสดงความรับผิดชอบ
-กองทัพควรทำภารกิจของกองทัพ งดเว้นการทำรัฐประหารหรือแทรกแซงทางการเมือง เช่น การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายรัฐบาล การข่มขู่ใช้กำลังหรือยึดอำนาจ กองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา “กระทรวงยุติธรรม” ได้หยิบผลการทำงานของ กมธ.คณะดังกล่าวมาพิจารณา ตามข้อสั่งการของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี
ทุกฝ่ายจึงตั้งความหวังว่า คณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ที่ตั้งไข่ในปัจจุบันจะไม่คว้าน้ำเหลวอีกหน