โอกาสที่เหนือกว่า! เชฟจากัวร์ เชฟฟาง เชฟเอ๋ 3 เซเลบริตี้เชฟตบเท้าเข้าครัวสอนเด็กการโรงแรม ม.กรุงเทพ
อาจเพราะ passion ส่วนตัว รายได้ที่ค่อนข้างสูง หรือเพราะรายการแข่งขันทำอาหารที่ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ “เชฟ” เป็นหนึ่งในอาชีพที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากเป็น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้าสาขาการจัดการการโรงแรม คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จะเป็นสาขาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสาขานี้ไม่ได้สอนเฉพาะงานโรงแรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเปิดสอนด้านศิลปะการประกอบอาหารเพื่อปั้นเชฟมืออาชีพด้วย

และเพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกฝนการทำอาหาร ทั้งของคาวของหวาน ทั้งเมนูไทยและเทศ ทางสาขาจึงได้จัดกิจกรรม “A Day with Celebrity Chefs” ขึ้น โดยเชิญ 3 เซเลบริตี้เชฟของเมืองไทยคือ เชฟเอ๋-อนุพงษ์ นวลฉวี เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านขนมอบหรือเบเกอรี เชฟฟาง-ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารตะวันตก และ เชฟจากัวร์-ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย มาจัดเวิร์คช็อปสุดเอกซ์คลูซีฟให้แก่นักศึกษาโดยเฉพาะ นับเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ นักที่จะได้เรียนรู้ทักษะการทำอาหารทั้ง 3 ด้านกับเชฟดังถึง 3 คนอย่างใกล้ชิดแบบนี้ ซึ่งนอกจากนักศึกษาจะได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์อันน่าประทับใจแล้ว เชฟทั้ง 3 คนก็รู้สึกประทับใจกิจกรรมนี้เช่นกัน

“นักศึกษาตั้งใจเรียนรู้กันมาก” เชฟเอ๋-อนุพงษ์ นวลฉวี กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ “เพราะพวกเขารู้ว่าตัวเองชอบอะไร เขาเลยพยายามตั้งคำถาม หรือพอเรายิงคำถามไป ก็ได้รับฟีดแบ็คกลับมาอย่างดี นอกจากนี้วัตถุดิบที่ผมนำมาใช้สอนก็ไม่ใช่ไอเทมที่ยุ่งยาก แต่นักศึกษาก็สามารถทำออกมาได้อย่างแตกต่าง มีลูกเล่น และมีรสชาติดี แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความคิดสร้างสรรค์ ผมคิดว่าการที่เขารู้ตัวเร็วว่าชอบอะไรก่อนอายุ 30 นั้น จะทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ไวมาก ดังนั้นการได้ลงมือทำ จะทำให้เขาได้เห็นตัวเองมากขึ้นว่า ตนเองเหมาะกับงานนี้หรือไม่”

และในขณะที่ทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากมาให้ทักษะด้านการทำอาหารแล้ว เชฟฟาง-ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช จึงให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีดำเนินธุรกิจอาหารในยุค New Normal ด้วยว่า “จริงๆ แล้วการดำเนินธุรกิจยังคงคล้ายเดิม เพราะแน่นอนว่ารสชาติและหน้าตาอาหารยังคงสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง แต่การที่ลูกค้ามาหาเรายากขึ้น ทำให้เราต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะทำอย่างไรให้สินค้าของเราไปหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันเรื่องการขนส่งก็มาช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก และต่อให้ไม่เจอโควิด เรื่องนี้ก็นับเป็นเทรนด์ของคนเราอยู่แล้ว เพราะนับวันมนุษย์ก็ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าตีโจทย์ข้อนี้ได้ ธุรกิจอาหารก็ย่อมไปรอด“

ทางด้าน เชฟจากัวร์-ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ ในฐานะที่คลุกคลีกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพบ่อยครั้งกับบทบาทอาจารย์พิเศษ ได้กล่าวถึงสาขาการโรงแรมของมหาวิทยาลัยกรุงเทพว่า “เชฟยุคก่อนสั่งสมฝีมือและประสบการณ์จากการทำแล้วทำอีก ซึ่งอาจใช้เวลานาน แต่เชฟยุคใหม่มีโอกาสสร้างความเป็นมืออาชีพได้ง่ายขึ้นจากการเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับฝึกฝนครบ อย่างเช่น ม.กรุงเทพ ซึ่งลงทุนเรื่องอุปกรณ์การเรียนการสอน มีห้องปฏิบัติการครัวพร้อมเครื่องมือเครื่องใช้ระดับสากล ทั้งยังสอนโดยเชฟมืออาชีพและอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้นักศึกษาไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาตัวเองอีก สามารถนำความรู้ไปใช้งานได้ทันที และยังมีโอกาสก้าวสู่ตลาดสากลเพราะมีความสามารถพอที่จะแข่งขันในตลาดโลก”

สำหรับผู้ที่มี passion อยากเป็นเชฟมืออาชีพ สาขาการจัดการการโรงแรม คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะมีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือกเสรีที่เกี่ยวกับศิลปะการประกอบอาหารโดยตรง นอกจากนี้ทางคณะยังมีหลักสูตร Culinary Arts and Design ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติที่สอนทั้งศิลปะการประกอบอาหาร การตกแต่งอาหาร และการออกแบบประสบการณ์ในการรับประทานอาหารด้วย
การจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การบ่มเพาะทักษะด้านการประกอบอาหารให้แก่นักศึกษา แต่ยังทำให้พวกเขามั่นใจใน passion ของตนเองมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมไปเป็นเชฟผู้ประสบความสำเร็จเหมือนเซเลบริตี้ทั้งสาม ดังเช่นที่เชฟฟางกล่าวไว้ว่า
“ถ้าเราทำอะไรด้วย passion ของเราจริงๆ เราจะสนุก และถ้าทำด้วยใจ อาหารก็จะออกมาดี”