“ประธานาธิบดี ทรัมป์” แสวงหา ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่-
คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก
โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน 2560 นี้ นอกจากนักลงทุนจะติดตามการนำเสนอแผนปฏิรูปภาษีของรัฐบาลทรัมป์อย่างใกล้ชิดแล้ว ข่าวที่มีผลต่อตลาดทุนในปลายสัปดาห์คือ การรายงานข่าวจาก Wall Street Journal (WSJ) ว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เริ่มสัมภาษณ์ ผู้ที่อยู่ในข่ายที่เขาจะนำเสนอต่อวุฒิสภาให้เป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนต่อไป หลังจาก นาง Janet Yellen ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนปัจจุบันจะพ้นจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
อันที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐ มักจะต่ออายุให้กับผู้ว่าการธนาคารกลางคนเดิม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการไม่ดึงให้ “ผู้ว่าการธนาคารกลาง” เข้าไปฝักใฝ่ทางการเมือง ทั้งนี้ประธานาธิบดีทุกคนตั้งแต่ประธานาธิบดีเรแกน ในปี 1981 ได้ต่ออายุตำแหน่งให้กับผู้ว่าการธนาคารกลางในขณะนั้น และหาก นางเจเนต เยลเลน (Janet Yellen) ไม่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการธนาคารกลางต่ออีก 1 สมัย นาง Janet Yellen ก็จะเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางเพียง 3 คนในรอบ 84 ปี ที่เป็นผู้ว่าการธนาคารกลางเพียง 1 สมัย เพราะประธานาธิบดีสหรัฐไม่ต่ออายุให้
โอกาสที่ นางเยลเลน จะไม่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อต่ออายุการเป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง ดูเหมือนว่าจะมีความเป็นไปได้สูงมาก หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับว่าเขาทำการสัมภาษณ์ผู้ที่เขาอาจเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการธนาคาร 4 ครั้ง ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน (โดยไม่ยอมบอกว่าสัมภาษณ์กี่คน) ทั้งนี้ WSJ รายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ร่วมกับ นาย Steve Mnuchin สัมภาษณ์ กรรมการธนาคารกลางคนหนึ่ง คือ นาย Jerome Powell และอดีตกรรมการธนาคารกลางอีกคนหนึ่งคือ นาย Kevin Walsh และอาจมีผู้อื่นที่อยู่ในข่ายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะพิจารณาอีก 3-4 คน เช่น นักเศรษฐศาสตร์ John Taylor (มหาวิทยาลัย Stanford) นาย John Allison (อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร BB&T) และรวมทั้งนาง Janet Yellen และประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ทรัมป์ คนปัจจุบัน คือ นาย Gary Cohn (อดีตผู้บริหารของ Goldman Sachs)
กรณีของ นาง Yellen กับ นาย Cohn นั้น น่าจะมีโอกาสน้อยมาก โดยในกรณีของนาง Yellen นั้น แม้ว่าทรัมป์อาจจะพอใจที่ นาง Yellen ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และขับเคลื่อนให้ตลาดทุนขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่นาง Yellen เห็นด้วยกับมาตรการควบคุมสถาบันการเงินอย่างเคร่งครัดหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ (ที่เป็นผลจากความหละหลวมในการควบคุมสถาบันการเงิน) แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการผู้ว่าการธนาคารกลางที่จะผ่อนคลายมาตรการที่เข้มงวดดังกล่าว ในส่วนของนาย Gary Cohn นั้น เดิมทีมีภาษีดีมาก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่พอใจอย่างมาก เมื่อนาย Cohn กล่าวตำหนิการตอบโต้กับสื่อมวลชนของเขาในช่วงที่เกิดการเดินขบวนและปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตในนคร Charlottesville มลรัฐ Virginia
รายงานข่าวของ WSJ ดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐในระดับภูมิภาคทั้งสองคนคือนาย Jerome Powell และนาย Kevin Walsh (โดยประธานาธิบดีทรัมป์สัมภาษณ์ นาย Powell เมื่อวันที่ 27 กันยายน และนาย Walsh ในวันต่อมา)
นาย Powell นั้นเป็นกรรมการธนาคารกลางตั้งแต่ปี 2012 โดยก่อนหน้านี้ได้เป็นผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคล Carlyle Group โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวาณิชธนกิจ และนักกฎหมาย นอกจากนั้น นาย Powell ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ฝ่ายการเงินภายในปี 1990-1993 นาย Powell สนับสนุนแนวนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของนาง Yellen มาโดยต่อเนื่อง และนอกจากนั้น ก็ยังได้เสนอให้ลดทอนกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดบางประการ ซึ่งนำมาใช้กับสถาบันการเงินหลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ดังนั้น แนวคิดของนาย Powell จึงใกล้เคียงกับแนวนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ค่อนข้างมาก
แต่ นาย Kevin Walsh ก็ “มาแรง” เช่นกัน โดยเมื่อตลาดทุนรับรู้ข้อมูลว่า นาย Walsh น่าจะเป็นตัวเต็งก็ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 กันยายน ทั้งนี้ นาย Walsh เคยเป็นกรรมการธนาคารกลางในช่วง 2006-2011 จึงมีประสบการณ์ ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว และนอกจากนั้นก็ยังเคยเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับอดีตประธานาธิบดี George W. Bush (ปี 2002-2006) และถูกแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์ให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาของ Strategic and Policy Forum (ซึ่งถูกยุบลงไปแล้ว) แต่ที่สำคัญคือ นาย Walsh แต่งงานกับนาง Jane Lauder หลานสาวของเจ้าพ่อ ผลิตภัณฑ์เสริมสวย Este”e Lauder และบิดาของนาง Jane Lauder คือ นาย Ronald Lauder นั้นสนิทสนม กับประธานาธิบดีทรัมป์มานานหลายสิบปี และมีข่าวว่า นาย Ronald Lauder กำลังล็อบบี้อย่างเต็มที่เพื่อให้ลูกเขยของตนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนต่อไป
นอกจากการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ ซึ่งจะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินของสหรัฐ ในช่วง 4 ปีข้างหน้าแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะยังต้องแต่งตั้งกรรมการธนาคารกลาง (Member of the Board of Governor) อีกถึง 4 คน จากทั้งหมด 7 คน (หากรวม ประธานกรรมการหรือผู้ว่าการธนาคารกลาง แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องแต่งตั้งกรรมการทั้งหมด 5 คน) ที่สำคัญคือ กรรมการธนาคารกลางทั้ง 7 คน มีอำนาจถาวรในการลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในนโยบายการเงินต่าง ๆ รวมกับผู้ลงคะแนนเสียงอีก 5 คนที่หมุนเวียนกันมาออกเสียงจากผู้ว่าการธนาคารกลางระดับภูมิภาคอีก 12 คน กล่าวคือประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐได้อย่างที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่น ๆ ทำไม่ได้ เพราะตำแหน่งกรรมการธนาคารกลางนั้น มีวาระยาวนานถึง 14 ปี และแม้นาง Yellen จะยังสามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการธนาคารกลางต่อไปได้อีกหลังลงจากตำแหน่งผู้ว่าการ (หรือประธานกรรมการ) แล้ว แต่เป็นที่ทราบกันว่า นาง Yellen จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ หากไม่ได้รับการต่ออายุให้เป็นผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐต่อไปอีกวาระหนึ่ง
ดังนั้น ประเด็นการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ จะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั้งในระยะสั้น และรวมทั้งปีหน้า เพราะนักลงทุนจะประเมินว่าบุคคลที่ทรัมป์จะแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวข้างต้นนั้น จะมีแนวคิดต่างหรือเหมือนกับปัจจุบันหรือไม่