กาญจนบุรีรับอานิสงส์หลังโควิด-19 ขยับขึ้นมาเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ภาคเอกชนชี้ปัจจัยหลักคือมีจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องเดินทางไกล ยอดจองห้องพักเต็ม 90% ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว 40% นักท่องเที่ยวพุ่งไม่ต่ำกว่า 8 แสนคน คาดเงินสะพัด 6 พันล้านบาท หลังจากเข้าฤดูท่องเที่ยว 3 เดือนสุดท้ายปลายปี’63
นายบุญชู วิวัฒนาทร ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 จังหวัดกาญจนบุรีถือว่าเป็นอันดับ 1 รองจากกรุงเทพฯ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ย 600,000 คน/เดือน
และคาดว่าช่วงเดือนธันวาคมจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 800,000 คน เงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 5,000-6,000 ล้านบาท
โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน นิยมท่องเที่ยวทางธรรมชาติ พื้นที่ไม่แออัด เดินทางสะดวกห่างจากกรุงเทพฯไม่เกิน 200 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายต่อหัวถูกกว่าสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอื่น ๆ
ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดมีการแบ่งออกเป็น 3 เส้นทาง มีจุดท่องเที่ยวไฮไลต์กว่า 40 จุดอาทิ สะพานมอญ สะพานแม่น้ำแคว
อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์ทางรถไฟสายมรณะ น้ำตกไทรโยคน้อยน้ำตกเอราวัณ ฯลฯ เมื่อเทียบกับการเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎ์ธานี (เกาะสมุย) ที่การเดินทางค่อนข้างใช้เวลานาน
หรือถ้าต้องการเดินทางแบบสะดวกสบายต้องเดินทางเครื่องบิน ซึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกมาเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีมากกว่า
“แหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยม อาทิ ไทรโยค ทองผาภูมิ สังขละบุรี รวมถึงอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ได้ประกาศเปิดบริการท่องเที่ยว กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล เส้นทางเขาช้างเผือกที่บริเวณป่าบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ
ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดานักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติแนวผจญภัยอย่างมาก โดยอุทยานฯเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ผจญภัยเพียง 2 เดือนกว่าเท่านั้น คือระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563-31 มกราคม 2564
นอกจากนี้ จะมีการจัดงานอีเวนต์อีก 2 งาน คือ งานเทศกาลสีสันแห่งสายน้ำ ที่สะพานแม่น้ำแคว ระหว่างวันที่ 25-27 ธันวาคม 2563 และงานปีใหม่ จ.กาญจนบุรี 29 ธ.ค. 63-1 ม.ค. 64 ที่โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี”
ปัจจุบันที่พักรีสอร์ตในจังหวัดกาญจบุรีมีประมาณ 1,000 แห่ง ตอนนี้มียอดการจองเข้าพักเกือบเต็มประมาณ 90% โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือหยุดเสาร์-อาทิตย์ ห้องพักจะเต็มยาวจนถึงช่วงปลายปี สำหรับโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่รัฐบาลออกมาตรการเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว
ถือว่าสามารถช่วยในการกระตุ้นได้ดี เป็นการกระจายรายได้ให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคท่องเที่ยว ธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs
ดร.สุรินทร์ จันทร์เพียร นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวกาญจนบุรีกล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กว่า 70% ปีที่ผ่านมาจะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน/ปี
แต่ปีนี้เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวคาดว่าไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน/ปี ปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวกลับมา 30-40% และช่วงวันหยุดยาว 4 วัน (10-13 ธันวาคม 63) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 70%
“เชื่อว่าช่วงวันหยุดยาว 4 วันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางภาคเหนืออาทิ เชียงใหม่ เชียงราย และวันหยุดยาวติดต่อกันหลายสัปดาห์ เรามองสถานการณ์ว่านักท่องเที่ยวน่าจะแผ่วลง
แต่เนื่องจากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อยากจะเที่ยวแต่ไม่กล้าขึ้นไปเที่ยวทางภาคเหนือก็จะเปลี่ยนแพลนมาเที่ยวกาญจนบุรีแทน”
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกที่จะท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย หลบหนีจากความเครียดต่าง ๆ เพื่อหาสถานที่ผ่อนคลาย อีกทั้งการเดินทางค่อนข้างสะดวก มีระยะทางห่างไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ใช้เวลาขับรถเพียง 1-2 ชม.ก็ถึง
จะเห็นได้จากช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้รถค่อนข้างติด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลัก ๆ ที่รับความนิยม คือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว วัดถ้ำเสือ อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช น้ำตกไทรโยคน้อย เส้นทางรถไฟมรณะ ฯลฯ
นอกจากนี้ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในช่วงเดือนสุดท้ายปลายปีจังหวัดกาญจนบุรีก็จะมีการจัดงานสะพานมอญ สะพานแม่น้ำแคว ซึ่งจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ยังมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ จ.กาญจนบุรีจะไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ก็ยังคงมีการประกาศเป็นเมืองเฝ้าระวังเพราะมีพื้นที่ด่านชายแดนติดกับเมียนมา ซึ่งทางผู้ประกอบการก็มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของคนในประเทศ
จึงอยากให้รัฐบาลเข้มงวดในเรื่องการข้ามชายแดนและช่องทางธรรมชาติ อีกทั้งจะต้องมีวิธีการจัดการให้เร็วมากกว่านี้ คนที่เดินทางข้ามเข้ามาถือว่ามีอาวุธพกติดตัว ถ้ามีการแพร่เชื้อระบาดก็จะส่งผลกระทบอีกระลอก ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น