เฉลิมชัย สั่งปรับแผน “ฟรุ๊ตบอร์ด” คาดทั้งปีผลไม้ไทยล้นตลาด 24%
“เฉลิมชัย” รับงบ 492 ล้านบาท ปรับแผน “ฟรุ๊ตบอร์ด” ปี 2564 รับมือผลไม้คาดจะเพิ่มขึ้นในปีนี้กว่า 24% พร้อมเร่งเครื่องบุกตลาดออนไลน์-ออฟไลน์เชิงรุก ทั้งปรับแผนโลจิสติกส์เพิ่มขนส่งทางรางสู่เอเชียและยุโรป เร่งปั้นนิคมอุตสาหกรรมผลไม้ดึง AIC และ ส.อ.ท.กู้วิกฤตโควิด พัฒนาผลไม้ไทย
รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการประชุมทางไกลออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM Application ถึงแนวทางการบริหารงาน ปี 2564 และขอให้ใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการทำงานยุคโควิด-19
ต่อคณะกรรมการ fruit board โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมต.เกษตรฯ สั่งการมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ประสานการจัดทำแผนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานผลไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำจากสวนถึงผู้บริโภค รวมทั้งปรับแผนโลจิสติกส์ (logistics plan) ระบบการขนส่งกระจายผลไม้ทั้งในและต่างประเท 
โดยปรับเพิ่มแผนขนส่งทางรางเชื่อมไทยเชื่อมโลกเชื่อมทางรถไฟจีนที่ลาว และที่ด่านผิงเสียงชายแดนเวียดนามสู่ตลาดจีนเกาหลี รัสเซีย มองโกเลีย เอเซียกลาง ตะวันออกกลางและยุโรป แผนการวิจัยและพัฒนาผลไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทานใช้วิทยาการสมัยใหม่ และเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนสร้างมูลค่าเพิ่มแผนแรงงาน แผนระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แผนสื่อสารประชาสัมพันธ์และการตลาดโดยให้เร่งนำเสนอต่อที่คณะกรรมการฯ พิจารณาในการประชุมต่อไป เป็นการปรับกลยุทธ์การทำงานต่อเนื่องจากฤดูกาลผลิตปีที่แล้ว
“เพื่อรับมือกับผลกระทบจากโควิด-19 ปีที่ 2 และรับมือกับผลผลิตผลไม้ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้กว่า 24% จากรายงานการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ประชุมฟรุ๊ตบอร์ดจึงได้เห็นชอบโครงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาผลไม้ ปี 2564 งบประมาณ 492 ล้านบาท และมอบหมายกรมการค้าภายในนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนรวม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรพิจารณาให้ความเห็นชอบในต้นเดือนกุมภาพันธ์ต่อไป สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการฯ ที่สำคัญ”
อาทิ 1.การกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตและการเชื่อมโยงการจำหน่ายช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก 2.การเพิ่มช่องการจำหน่าย 3.การรวบรวมรับซื้อผลผลิตเพื่อส่งออก 4.การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และรณรงค์การบริโภคผลไม้ ซึ่งเป็นมาตรการรองรับสำหรับการบริหารจัดการรวมทั้งปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ระลอกใหม่
โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงรุกล่วงหน้า อาทิ ปัญหาผลผลิตออกมาพร้อมกันในช่วงต้นฤดูร้อน ปัญหาโลจิสติกส์ การขนส่งผลไม้ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางเรือจากค่าบริการที่เพิ่มขึ้น ตู้คอนเทนเนอร์ที่ขาดแคลน ปัญหาแรงงาน และประเด็นความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีนกรณีการปนเปื้อนโควิด-19 ของสินค้าเกษตรที่จีนนำเข้าจากบางประเทศ จึงต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
รวมถึงมาตรการเพิ่มการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับประชาสัมพันธ์และทำการตลาดล่วงหน้าออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนี้ยังให้ส่งเสริมการแปรรูปผลไม้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสนับสนุนให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมผลไม้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคตะวันออกโดยประสานงานกับศูนย์ AIC ทุกจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมขับเคลื่อน
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเพิ่มจำนวนครัวเรือนเป้าหมายเกษตรกรในโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2563 จาก 202,013 ครัวเรือน เป็น 202,173 ครัวเรือน โดยเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 วงเงินงบประมาณ 3,440,049,735 บาท และขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการฯ จากเดิม 31 มกราคม 2564 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2564 เพื่อให้การดำเนินการเยียวยาชาวสวนลำไยในส่วนที่ยังตกหล่นครบถ้วนถูกต้องเป็นธรรมโดยจะนำเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ต่อไป
ส่วนการโอนเงินเยียวยาตามมติ ครม. 25 สิงหาคม นั้น ธ.ก.ส. รายงานว่าโอนเสร็จแล้วกว่า 99% เหลือเฉพาะเกษตรกรที่ติดขัดปัญหาไม่กี่ร้อยรายจาก 2 แสนราย
นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบรายงานโครงการกระจายผลไม้ Pre-order โดยประธานคณะอนุกรรมการ E- commerce ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤชฐา โภคาสถิต) และการนำเสนอแผนงานของสมาคมทุเรียนไทยในการส่งเสริมการส่งออกทุเรียนไทยในช่วงการระบาดของ Covid -19 พร้อมทั้งจัดทำคลิปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภคทุเรียนไทย “กินทุเรียนไทย มั่นใจปลอดไวรัส covid – 19” เป็นภาษาจีน-ไทย-อังกฤษโดยขอให้ช่วยเผยแพร่ในตลาดเป้าหมายด้วย