กระทรวงสาธารณสุข แถลงกรณีหมอไทยรายแรกเสียชีวิตจากโควิด เกิดจากการทำงานตรวจผู้ป่วย คาดเชื้ออาจหลุดรอดเข้าร่องหน้ากาก หลังติดเชื้อเข้ารับการรักษาทันที แต่ระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือดล้มเหลว และมีภาวะแทรกซ้อน ทั้งปอดอักเสบ-ตับอักเสบ-โรคไต-ระบบหัวใจเต้นผิดจังหวะ-ติดเชื้อในกระแสเลือด
จากกรณีบุคลากรทางการแพทย์ไทยรายแรกเสียชีวิต คือ “นายแพทย์ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์” ผู้ป่วยโควิด-19 รายที่ 18 ของการระบาดระลอกใหม่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งติดเชื้อจากตรวจผู้ป่วยโควิด-19 คลัสเตอร์กลุ่มงานเลี้ยงสังสรรค์โต๊ะแชร์

ล่าสุดวันนี้ (18 ก.พ.2564) ที่กระทรวงสาธารณสุข แถลงการณ์กรณีดังกล่าว โดยนายแพทย์จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่านายแพทย์ปัญญา หาญพาณิชย์พันธุ์ เป็นแพทย์มหาสารคามอายุ อายุ 66 ปี เกษียณอายุแล้ว มีโรคประจำตัวคือมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 9,964 ของประเทศไทย และเป็นบุคลากรทงการแพทย์รายแรกของไทยที่เสียชีวิต และเป็นรายที่ 82 ของไทย
ทั้งนี้ในการแพร่ระบาดระลอกใหม่ (นับตั้งแต่ 15 ธันวาคม 63 -18 กุมภาพันธ์ 64) พบบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อทั้งหมด 36 เป็นแพทย์ 4 ราย, ทันตแพทย์ 1 ราย, พยาบาล 9 ราย, ผู้ช่วยพยาบาล 1 ราย, เภสัชกร 3 ราย, นักเทคนิคการแพทย์ 1 ราย, นักเทคนิครังสี 2 ราย,นักกายภาพบำบัด 1ราย, นักศึกษาแพทย์ 1ราย, เจ้าหน้าที่ back office โรงพยาบาล 4 ราย,พนักงานเวรเปล 1 ราย เจ้าหน้าธุรการอื่น ๆ 8 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้า

ด้านนายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายแพทย์ปัญญาอายุ 66 ปี ทำงานด้านอายุรแพทย์ที่โรงพยาบาลมหาสารคาม เมื่อเกษียณอายุราชการก็ได้ทำการรักษาผู้ป่วยทั้งในคลินิกและโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยไตเทียมตลอด และเป็นโรคมะเร็งที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง มีภาวะน้ำตาลสูง มีไขมันในเลือดสูง ถุงลมในปอดโปร่งพอง
ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นโรคเรื้อรัง แต่เมื่ออยู่ในคลินิกได้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วย 3 รายที่เกิดจากคลัสเตอร์กลุ่มงานเลี้ยงสังสรรค์โต๊ะแชร์ ไม่มีใครทราบว่าเป็นผู้ป่วยระลอกใหม่ในมหาสารคาม ซึ่งทั้ง 3 ได้รับการวินิจฉัยภายหลังว่าเป็นโควิดแล้ว

เมื่อนายแพทย์ปัญญาทราบ จึงไปทำการตรวจเชื้อครั้งแรกยังไม่พบเชื้อ แต่พบจากการตรวจครั้งที่ 2 จึงเข้ารับการรักษาตามอาการที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ทั้งยังได้รับยาฆ่าชื้อไวรัสด้วย เมื่อดูอาการครั้งแรกเหมือนดีขึ้น แต่หลังจากนั้นเริ่มมีอาการเพิ่มขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นไข้ ปอดอักเสบ ตับ ไตอักเสบ มีการฟอกเลือดจากอาการไตวายด้วย จนวันที่ 7 ของการรักษาเริ่มมีอาการหายใจเหนื่อย แพทย์รักษาด้วยการใส่เครื่องช่วยหายใจ และจำเป็นต้องส่งต่อรักษาแก่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น
“ผลจากนั้นปรากฏว่าทั้งปอด ไต ตับ การทำงานเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนถึง 16 ก.พ.ตรวจพบว่าติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อรา บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีภูมิต้านทานไม่ดี ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ระบบของปอดทำงานแย่ลงเรื่อยๆ ระบบหัวใจเต้นผิดจังหวะ ล้มเหลว สุดท้ายเสียชีวิตเวลา 01.19 น. ซึ่งทีมคณะแพทย์ที่ดูแลรักษาลงความเห็นว่า การเสียชีวิตของ นายแพทย์ปัญญา นั้นเกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 และมีภาวะแทรกซ้อน คือระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือดล้มเหลว”

“กรณีนี้อยากให้เป็นบทเรียนของแพทย์และประชาชน จากข้อมูลที่ได้รับจากครอบครัวของนายแพทย์ปัญญา บอกว่าทุกวันจะใส่หน้ากากและ face shield ให้บริการผู้ป่วย แต่การรักษาของคนไข้ทั้ง 3 ในวันนั้นผู้ป่วยรายหนึ่งมีอาการไม่สบาย แต่ยังไม่ทราบว่าป่วยโควิด และเป็นการรักษาที่ใช้เวลานานทั้งอ้าปากตรวจคออักเสบ มีการส่งเสียงร้องดูการเคลื่อนไหวของลิ้นไก่ในลำคอ และให้ผู้ป่วยหายใจแรงๆ เพื่อดูการขยับของปอด ดูว่ามีการอักเสบหรือไม่ เป็นสาเหตุทำให้โดนละอองฝอยผู้ป่วย ซึ่งคาดเชื้ออาจหลุดรอดเข้าร่องหน้ากากจึงติดเชื้อ”
ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานต้องระวังคือ ต้องมีเครื่องป้องกันอย่างดีทั้งชุด หน้ากาก face shield ใส่ถุงมือ ใช้เสร็จแล้วล้าง ถอดออก ไปกำจัดถูกวิธี ส่วนประชาชน อยากให้สนใจสุขภาพตนเอง คนมีโรคประจำตัวต่างๆ มีความเสี่ยง ภูมิต้านทานลดน้อยลงกว่าคนปกติต้องระมัดระวังการไปสถานที่ต่างๆ หากจำเป็นไปโรงพยาบาลต้องบอกประวัติตรงๆ เพื่อการวินิจฉัยง่ายขึ้น