ดุลยธรรม ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
หลังวัคซีนโควิด-19 ลอตแรกมาถึงประเทศไทย หากผลของการฉีดวัคซีนสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทั่วถึง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันรวมหมู่ได้โดยเร็ว การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้จะทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องที่ได้รับผลบวกและกระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องดำเนินการตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการฉีดวัคซีนในแต่ละประเทศจะเริ่มที่กลุ่มเสี่ยงก่อน ส่วนการที่ประชากรทั่วโลก 7,000 กว่าล้านคนเข้าถึง หรือประชากรไม่ต่ำกว่า 70% ของประชากรโลก หรือประมาณ 5,000 ล้านคน ได้รับการป้องกันการติดเชื้อด้วยวัคซีนนั้น เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล
ในส่วนของประเทศไทยจึงต้องวางระบบบริหารจัดการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้มากที่สุดอย่างน้อย 70% ของประชาชนทั้งหมด จึงค่อยตัดสินใจเปิดประเทศอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
โดยควรจะวางแผนให้คนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยได้รับวัคซีนเดือนละ 15-20 ล้านโดส และต้องให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70% ของประชากรทั้งหมดภายในเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายน 2564 เป็นอย่างช้า เพื่อจะสามารถเปิดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเปิดประเทศได้อย่างเต็มที่
นอกจากการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศประมาณ 28 ล้านโดสแล้ว รัฐบาลควรส่งเสริมการลงทุนหรือร่วมลงทุนกับบริษัทของคนไทยในการผลิตวัคซีน เช่น บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือบริษัทอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ในราคาไม่แพงเกินไป
ขณะเดียวกัน หากสามารถทำให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงครบถ้วนแล้ว ก็ควรมีแผนการผลิตเพื่อส่งออก “วัคซีนของไทย” ส่งไปขายหรือช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแม้ไทยและทั่วโลกควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ได้แล้ว การส่งเสริมอุตสาหกรรมยา วัคซีน และเทคโนโลยีชีวภาพต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่ได้ในอนาคต
เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ได้มีการกลายพันธุ์ การพัฒนา การปรับเปลี่ยนสูตรของวัคซีนอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นและต้องส่งเสริมให้บริษัทคนไทยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้ในอนาคต
ที่สำคัญแม้จะเปิดประเทศได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ แต่ SMEs และธุรกิจในจังหวัดที่ถูก lockdown ครั้งที่ 2 ยังคงมีปัญหาทางการเงินและอยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย จึงขอเสนอให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาเพิ่มวงเงินสินเชื่อ soft loan (ฟรีดอกเบี้ย 6 เดือนแรก ดอกเบี้ย 2% นาน 2 ปี) จาก 500 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน เป็น 1,500 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน เสนอให้เพิ่ม 3 เท่า และควรปรับปรุงเกณฑ์สินเชื่อ soft loan เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น
และให้ผู้ประกอบการ SMEs แต่ละรายสามารถยื่นขอ soft loan ได้มากกว่า 2 ครั้ง ส่วน SMEs โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและกิจการต่อเนื่องที่เป็นหนี้เสียและไม่สามารถชำระหนี้ ตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ยังคงเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยเวลานี้แบกหนี้กลุ่มธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท คาดว่าหากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่สามารถเปิดประเทศได้ในไตรมาส 3 NPL น่าจะทะลุระดับ 10-12% ของสินเชื่อรวม NPL
โดยเฉพาะ NPL ของกลุ่ม SMEs ท่องเที่ยว กลุ่มร้านอาหาร สถานบันเทิง กลุ่มธุรกิจจัดงาน event กลุ่มผลิตเสื้อผ้า เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีเครื่องประดับ ฯลฯ น่าจะพุ่งไปมากกว่า 20-40% ได้
อย่างไรก็ตาม การมีสัดส่วนที่สูงขึ้นของหนี้ NPL ยังไม่น่าห่วง เพราะเชื่อว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังสามารถรับมือได้จากการที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยล่าสุดอยู่ที่ 20.1% และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อหนี้เสีย (NPL coverage ratio) อยู่ในระดับ 149% คิดเป็นเม็ดเงินราว 2.3 แสนล้านบาท เพียงแต่สภาวะที่หนี้เสียปรับตัวเพิ่มขึ้นและต้องกันเงินสำรองมากขึ้น ทำให้กำไรธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบเมื่อปีที่แล้ว (ปี 2563) ลดลงถึง 46-47%
สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นหนี้เสียนั้นขอเสนอให้ทำ asset warehousing และให้ระยะเวลาในการซื้อคืนสินทรัพย์ภายใน 5 ปี ส่วนราคาตีโอนทรัพย์สินนั้นให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ไปตกลงกันเองในราคาตลาด หากเจ้าของเดิมไม่อยู่ในสภาวะที่ชำระหนี้ได้เลย ก็ให้ธนาคารนำทรัพย์สินไปขายในตลาดได้ เพื่อให้บริษัทที่มีศักยภาพมาซื้อ และไปลงทุนเพิ่มเติม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงาน
และควรให้มีการทำ factoring เพื่อให้ SMEs สามารถเสริมสภาพคล่องตัวเองได้ หากเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถนำ “ใบแจ้งหนี้” เพื่อเรียกเก็บเงินหลังจากได้ส่งมอบสินค้าแล้วมาใช้เป็นเอกสารของสินเชื่อได้ และควรพัฒนาให้เป็น digital factoring ต่อไปในอนาคต
ในที่นี้ขอเสนอแนวทางรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกหลังยุคโควิด-19 และปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น รวมทั้งแนวโน้มของธุรกิจเทรนด์ใหม่ ภายใต้ next normal and new normal ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยภาคธุรกิจต้องยึดการทำธุรกิจด้วยแนวคิดรักษ์โลกและเน้นความยั่งยืน ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในอนาคตอันใกล้ธุรกิจพลังงานสะอาด รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจะขยายตัวแบบก้าวกระโดด อาหารปลอดสารพิษ การเกษตรไร้สารเคมี จะได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคที่สนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น การทำงานและการผลิตแบบใหม่ที่ลดการสัมผัสบุคคล การทำงานแบบวิถีใหม่ในลักษณะ virtual office จะเติบโตอย่างมาก
ขณะที่ระบบการเงินก็จะเคลื่อนตัวสู่ระบบการเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางจะเริ่มทยอยนำมาใช้ในหลายประเทศตั้งแต่ปี 2564-2565 การนำเอาเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ (distributed ledger technology) มาทำธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน การชำระเงิน ทำให้การดำเนินธุรกรรมมีต้นทุนต่ำมากและลดบทบาทของตัวกลางอย่างธนาคารลงอย่างมาก
ประกอบกับเทคโนโลยี blockchain จะเปิดกว้างให้ปัจเจกบุคคลสามารถพัฒนานวัตกรรมหรือต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีอยู่บนสกุลเงินดิจิทัลได้หลากหลายรูปแบบผ่าน smart contract รัฐจึงต้องเร่งรัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น พร้อม ๆ กับลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อให้มีทักษะสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมใหม่