เมียนมาประท้วงเงียบ หลังเจ้าหน้าที่ยิงเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ
สื่อท้องถิ่นเมียนมารายงานว่า เด็กหญิงอายุ 7 ปี ในเมืองมัณฑะเลย์ ถูกลูกหลง หลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเล็งปืนไปที่พ่อของเธอ แต่กระสุนพลาดไปโดนเธอ ก่อนที่ผู้ประท้วงชาวเมียนมาจะวางแผนประท้วงเงียบ
วันที่ 24 มีนาคม 2564 เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง รายงานว่า นักเคลื่อนไหวในเมียนมาวางแผนยกระดับการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในวันพุธ ซึ่งรวมถึงการประท้วงเงียบ ด้วยการให้สถานประกอบการและธุรกิจต่าง ๆ หยุดดำเนินการ พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชนอยู่กับบ้าน
การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้น 1 วัน หลังจากเด็กหญิงอายุ 7 ปี เสียชีวิตคาบ้านของตัวเอง ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสาดกระสุนปราบปรามการประท้วงในเมืองมัณฑะเลย์
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นางอองซาน ซูจี มีกำหนดรับฟังการพิจารณาคดีผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หลังจากการพิจารณาคดีครั้งก่อนหน้าต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ต
ผู้สื่อข่าวเอพีและสื่อมวลชนอีกหลายคน ที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายความสงบเรียบร้อย ระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาได้เดินทางไปที่ศาลด้วยในวันพุธ
Silent Protest in #Myanmar today.#WhatsHappeningInMyanmar #MilkTeaAlliance #Mar24Coup pic.twitter.com/ELDHhN8aJo
— Ro Nay San Lwin (@nslwin) March 24, 2021
ผู้ประท้วงได้จัดพิธีจุดเทียนในช่วงกลางคืน หลังเจ้าหน้ที่ในพิธีศพรายหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์เผยเมื่อวันอังคารว่า มีเด็กหญิงอายุ 7 ปี เสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืน ซึ่งถือเป็นเหยื่อที่อายุน้อยที่สุดระหว่างการปราบปรามผู้ประท้วง นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์

พี่ชายของเธอให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น “เมียนมา นาว” ว่า ทหารหลายนายได้ยิงปืนใส่พ่อของเธอ แต่กระสุนพลาดไปโดนเธอที่กำลังนั่งอยู่บนตักของพ่อภายในบ้าน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีชายอีก 2 คน ที่เสียชีวิตในเขตเดียวกัน
ขณะที่กองทัพเมียนมายังไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้
SILENT REVOLUTION
Silent Protest In Myanmar 😷🇲🇲
24.3.2021
Reject Military Coup#WhatsHappeningInMyanmar #Mar24SilenceStrike pic.twitter.com/bC5zeEJoTS— Khaing shwe sin (@Khaingshwesin20) March 24, 2021
สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาขณะนี้เป็นเหมือนกับเกมแมวจับหนู โดยที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเป็นฝ่ายไล่ล่าผู้ประท้วงตามท้องถิ่น แต่นักเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยได้เปลี่ยนยุทธวิธีและวางแผนที่จะจัดการประท้วงเงียบในวันพุธ
“ไม่ออกไปข้างนอก ไม่ซื้อของ ไม่ทำงาน ทุกอย่างปิดหมด ในเวลาเพียง 1 วัน” โนเบล อ่อง นักวาดภาพประกอบและนักเคลื่อนไหวกล่าว
ในโลกโซเชียลและสื่อระบุว่า ธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่รถรับจ้างขนของไปจนถึงร้านขายยา วางแผนปิดร้านกันหมด
https://twitter.com/honeynyein7/status/1374600061150228481
รัฐบาลทหารต้องเผชิญกับการประณามจากนานาชาติเนื่องจากการก่อรัฐประหาร ที่หยุดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศ รวมถึงการปราบปรามการประท้วงที่ตามมา
มีความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมด้วยการระบุว่า การที่พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซูจี ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน เกิดจากการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งให้การปฏิเสธ
ผู้นำกองทัพให้สัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตามไม่มีการกำหนดวันที่แน่ชัด อีกทั้งยังมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในประเทศ
นายซอ มิน ตัน โฆษกคณะรัฐประหารกล่าวว่า ผู้ประท้วง 164 คน ถูกสังหาร และแสดงความรู้สึกเสียใจต่อการเสียชีวิตของพวกเขา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หรือ 1 วัน หลังจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อกลุ่มหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร
กลุ่มนักเคลื่อนไหวสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (เอเอพีพี) เผยว่า มีคนอย่างน้อย 275 ราย ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามของกองกำลังความมั่นคง
นายซอ มิน ตัน กล่าวโทษว่าการนองเลือดครั้งนี้เกิดจากผู้ประท้วง พร้อมกับบอกด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 9 นาย เสียชีวิต เขากล่าวอีกว่าการประท้วงและโรงพยาบาลหลายแห่งที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ล้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อีกทั้งยังใช้คำว่า “ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่และผิดจรรยาบรรณ”
ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทหารมักจะเรียกร้องให้มีการนัดหยุดงาน รวมถึงการทำอารยะขัดขืน ไม่เว้นแต่ในหมู่ข้าราชการ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจกลายเป็นอัมพาต
โฆษกของคณะรัฐประหารยังกล่าวหาสื่อว่ารายงานข่าวปลอม และกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนี้ยังกล่าวว่าผู้สื่อข่าวอาจถูกดำเนินคดี หากพวกเขาติดต่อกับคณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (ซีอาร์พีเอช) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของนางซูจี โดยกองทัพได้ประกาศว่า ซีอาร์พีเอชเป็นองค์กรผิดกฎหมาย และการเป็นสมาชิกขององค์กรนี้มีโทษถึงตาย
โฆษกยังให้รายละเอียดว่า เขาเคยแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่พรรคเอ็นแอลดีทำบัตรเลือกตั้งพิเศษหลายร้อยหรืออาจถึงหลายพันใบ ด้วยการโกงตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่เว้นแม้แต่ในเขตเลือกตั้งของนางซูจี
อย่างไรก็ตาม พรรคเอ็นแอลดีปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
นอกจากนี้ ในการแถลงข่าวของรัฐบาลทหารยังมีการเผยวิดีโอคำให้การนายพิว มิ้น เต็ง หัวหน้าคณะรัฐมนตรีภูมิภาคย่างกุ้ง ซึ่งกล่าวว่า เขาเคยไปเยี่ยมนางซูจีหลายครั้งและให้เงินกับเธอ “ทุกครั้งที่จำเป็น”