การปลดล็อกกัญชาจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 สร้างความตื่นตัวในหมู่ผู้ประกอบธุรกิจ “อย.” จึงกำหนดข้อปฏิบัติ อะไรที่สามารถทำได้หรือไม่ได้ รวมถึงคุณสมบัติผู้ขออนุญาตปลูก
วันที่ 24 มีนาคม 2564 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกัญชาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,407 ฉบับ (ข้อมูล ณ 15 มีนาคม 2564) แบ่งเป็นใบอนุญาตนำเข้า 8 ฉบับ, ครอบครอง 160 ฉบับ, ผลิต (ปลูก) จำนวน 138 ฉบับ), ผลิต (แปรรูป/สกัด) 33 ฉบับ, ผลิต (ปรุง) 5 ฉบับ และจำหน่าย 1,063 ฉบับ
โดยผู้รับอนุญาตจำหน่ายกัญชาดังกล่าวหลัก ๆ เป็นโรงพยาบาลรัฐ 730 แห่ง รพ.สต. 222 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 23 แห่ง คลินิก 64 แห่ง และหน่วยงานอื่น ๆ 24 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีผู้รับอนุญาตครอบครองกัญชาเพื่อจ่ายน้ำมันกัญชาภายใต้โครงการวิจัยจำนวน 29 แห่ง
สำหรับคุณสมบัติผู้ขออนุญาตปลูกกัญชาตาม ม.26/5 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) ประกอบด้วย
- หน่วยงานของรัฐ หรือสภากาชาดไทย
- สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีการศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์
- วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของหน่วยรัฐ
- ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง แพทย์แผนไทย แพทย์ประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน
รายงานข่าวจาก อย.ระบุว่า หากผู้ที่ได้รับอนุญาตปลูกกัญชาต้องการนำใบหรือส่วนต่าง ๆ ที่ไม่เป็นยาเสพติดไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายก็สามารถทำได้ ด้วยการยื่นขอแก้ไขแผนการนำไปใช้ประโยชน์ที่ อย. ซึ่งโดยหลักการของกฎหมายก็คือ ประชาชนทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนของกัญชาที่ไม่เป็นยาเสพติดได้ แต่ต้องได้มาจากผู้ที่ได้รับอนุุญาตปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหาร-เครื่องดื่มต้องซื้อมาจากแหล่งปลูกที่ได้รับอนุญาตจาก อย.เท่านั้น
อาทิ วิสาหกิจชุมชนที่ปลูกร่วมกับหน่วยงานของรัฐ เมื่อได้รับใบหรือส่วนของพืชกัญชาจากแหล่งที่ปลูกถูกต้องตามกฎหมายมาแล้ว สามารถนำมาปรุงใส่อาหารจำหน่ายที่ร้านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก อย.อีก
แต่สิ่งที่ควรจะต้องระมัดระวัง คือ ใบกัญชาเองมีสารอื่น ๆ เช่น สารเทอร์พีน (terpene) ที่มีผลต่อความไวในการตอบสนองของมนุษย์ต่างกัน เมื่อนำมาปรุงอาหารขายจะต้องมีความระมัดระวังความเข้มข้นของกัญชา ควรใส่ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป หรืออาจหลีกเลี่ยงสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม เช่น โรคประจำตัว เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคหัวใจ
การนำส่วนของพืชกัญชาไปทำเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการจำหน่ายที่ต้องผ่านการขอเลขจดแจ้งจาก อย. โดยในส่วนนี้จะต้องขออนุญาต ซึ่ง อย.กำลังทยอยทำประกาศปลดล็อกการนำส่วนของพืชกัญชาไปใส่ในอาหารและผลิตภัณฑ์เพิ่มต่อไป