หุ้นกู้ “ไทยเบฟ” วงเงินไม่เกิน 8 พันล้านบาท ได้รับการจัดอันดับที่ระดับ “AA”
“ทริสเรทติ้ง” จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ “ไทยเบฟ” วงเงินไม่เกิน 8 พันล้านบาท ที่ระดับ “AA” แนวโน้ม “Stable”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทริสเรทติ้ง ได้ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “AA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ในขณะเดียวกัน ยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 8 พันล้านบาทของบริษัทที่ระดับ “AA” ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ไปใช้ชำระคืนหนี้
อันดับเครดิตสะท้อนสถานะผู้นำของบริษัทในตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคจากการที่บริษัทมีแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่งและมีเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวาง อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการแสดงความตั้งใจอย่างจริงจังของบริษัทที่จะปรับลดภาระหนี้ลง อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากภาระหนี้ที่สูงของบริษัท ตลอดจนสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง กฎระเบียบที่เข้มงวด และการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยที่มีบ่อยครั้ง
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2564 บริษัทมีรายได้ลดลง 5.2% เป็น 7.2 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่มาจากปริมาณยอดขายในธุรกิจเบียร์ที่ชะลอตัวลงในขณะที่ธุรกิจสุรายังคงทรงตัว โดยอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20.0% ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2564 เมื่อเทียบกับระดับ 17.4% ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทได้มีการควบคุมต้นทุนอย่างรัดกุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายด้านการขายและบริหาร ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายปรับเพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเป็น 1.44 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2564
ส่วนภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลงเป็น 3.8 เท่าในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2564 เมื่อเทียบกับ 4.2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
โดยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงดำรงสถานะผู้นำทั้งในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในประเทศและต่างประเทศได้ต่อไป อีกทั้งจะยังคงสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งซึ่งจะทำให้ภาระหนี้ลดลงได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ส่วนปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง ซึ่งอันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับเพิ่มขึ้นได้หากอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทปรับลดต่ำกว่า 2 เท่าอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับลดลงหากทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะไม่สามารถลดภาระหนี้ได้ตามเป้าหมายและอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทอยู่ที่ระดับเกินกว่า 3.5 เท่าเป็นเวลานาน