สายพาน PU กับ สายพาน PVC เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ธุรกิจ?
เมื่อธุรกิจจำเป็นต้องขยายออกและสร้างเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมา เจ้าของธุรกิจหลายคนเป็นอันต้องทำการบ้านเรื่องค่าใช้จ่าย โครงสร้าง และอุปกรณ์ภายในโรงงานไปตาม ๆ กัน ซึ่งหากพูดถึงอุปกรณ์สำคัญที่มักสร้างความสับสนอยู่บ่อยครั้งนั้น ชื่อของ “สายพาน PU” และ “สายพาน PVC” ต้องผุดขึ้นมาในหัวของใครหลายคนเป็นแน่แท้ เนื่องจากลักษณะภายนอกที่ดูคล้าย สีที่มีหลายแบบ และลักษณะการใช้งานที่คล้ายคลึงกัน เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งสร้างโรงงานใหม่ ๆ ถึงกับสับสนบ้างเป็นบางที และในวันนี้ เพื่อคลายความสับสนและช่วยให้ผู้ที่ต้องการใช้สายพานได้มีเครื่องมือได้ใช้อย่างถูกต้อง มาดูกันดีกว่าว่าธุรกิจของคุณต้องใช้สายพาน PU หรือ สายพาน PVC กันแน่
สายพาน PVC
สำหรับสายพาน PVC นั้นจะมีความแตกต่างจากสายพาน PU ตรงที่ ตัว PVC จะสามารถใช้งานได้อุตสาหกรรมทั่ว ๆ ไป โดยตัวเคลือบอย่าง PVC หรือ Poly Vinyl Chloride นั้นจะมีความสามารถในการทนความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ PU สามารถทนได้สูงถึง 100 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังมีพื้นผิวที่หนืดกว่าอีกด้วย
สายพาน PU
ถึงลักษณะภายนอกจะดูคล้ายคลึงกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งสายพาน PVC และ PU นั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้งานอย่างสิ้นเชิง โดยสำหรับสายพาน PU หรือ Poly Urethane นั้นเป็นสายพานที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้งานในอุตสาหกรรมที่มีการใช้สารเคมีและความร้อนสูง ตัวสารเคลือบอย่าง Poly Urethane นั้นมีความทนทานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความร้อน การเสียดสี หรือสารเคมีก็สามารถใช้งานได้โดยไม่มีปัญหา อีกทั้งยังมีพื้นผิวที่ลื่นจึงทำให้การขนลำเลียงภายในโรงงานนั้นเป็นไปได้โดยง่าย
เลือกแบบไหนดี?
ไม่ว่าจะเป็นสายพาน PU หรือ PVC สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรนำมาพิจารณา คือ ประเภทของการใช้งานที่จะนำสายพานไปใช้ ถึงสายพาน PVC จะมีราคาถูกกว่า PU แต่ก็ต้องแลกมากับความทนทานต่อการใช้งานประเภทต่าง ๆ ที่ลดลง และนอกจากประเภทของสารเคลือบสายพานที่บอกไปแล้ว ราคาของสายพานยังเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของการใช้งาน เช่น หากเราต้องการสายพานที่สามารถทนสึกหรอ ทนไฟได้ก็จะยิ่งมีราคาสูงขึ้น แต่หากเราใช้สายพานลำเลียงเพียงอาหารกระป๋อง หรือ อาหารสด ราคาค่าสายพานก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามประเภทอาหารและน้ำหนักเช่นเดียวกัน
ดังนั้น นอกจากจะทำความเข้าใจความแตกต่างในตัวสารเคลือบเบื้องต้นของสายพาน PU และสายพาน PVC แล้ว อย่าลืมหาเวลาไปปรึกษาบริษัทรับผลิตที่มีความน่าเชื่อถือและมีการรับประกันสินค้า จากนั้นพิจารณาให้เห็นเลยว่า สายพานแบบไหนเหมาะกับงานของเรามากที่สุด และค่อยมาพิจารณาดูอีกทีว่า ราคาและต้นทุนของแบบไหนนั้นดีกว่ากัน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เราได้ของที่เหมาะกับธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถมาจัดการงบประมาณภายหลังได้อีกด้วย