MK ชะลอลงทุนโปรเจ็กต์ใหญ่ กำเงินสดรอจังหวะลุย-จัดโปรถี่สู้โควิด
ธุรกิจร้านอาหาร 4 แสนล้านหืดจับ หลังโควิด-19 ระบาดหนักทำทราฟฟิกในศูนย์ลดฮวบ แม่ทัพใหญ่ “เอ็มเค กรุ๊ป” ประกาศรัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย ชะลอลงทุนโปรเจ็กต์ใหญ่ หันลุยขยายสาขาเอ็มเค-ยาโยอิ ปูพรมพื้นที่ทราฟฟิกสูง ก่อนพับแผนเปิดร้านแหลมเจริญซีฟู้ด หันเพิ่มน้ำหนักขายดีลิเวอรี่ ควบจัดโปรโมชั่นถี่ยิบรักษาฐานลูกค้า เผยหลังโควิดคลี่คลายเตรียมบุกต่างประเทศ พร้อมเปิดทางให้ผู้บริหารรุ่นใหม่สานต่อธุรกิจ
นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านเอ็มเคสุกี้, ร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิ, ร้านมิยาซากิ, แหลมเจริญซีฟู้ด ฯลฯ เปิดเผยในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นระลอก 3 กระจายไปในวงกว้างและมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งรอบนี้อาจมีผลกระทบมากกว่ารอบที่ผ่านมา และกระทบต่อยอดขายของช่องทาง dine-in หรือการนั่งรับประทานในร้าน
จึงต้องปรับแผนงานหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางซื้อกลับบ้าน และดีลิเวอรี่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ถือเป็นสัดส่วนที่ยังไม่สามารถชดเชยในช่องทาง dine-in ได้ เนื่องจากรายได้หลักกว่า 80% ของเอ็มเคมาจากการนั่งทานในร้าน
โควิดรอบ 3 กระทบหนัก
ประธานบริษัท เอ็มเคฯ ระบุด้วยว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว บริษัทจึงหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงการเจรจาขอลดค่าเช่า และจัดเวลาการทำงานของพนักงานให้สอดรับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสถานการณ์โควิดยืดเยื้อออกไป สิ่งที่ยังต้องทำต่อไป คือ เน้นความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน ตลอดจนการฉีดพ่นฆ่าเชื้อทำความสะอาดร้านทุกวัน
“วันนี้ถือเป็นความยากลำบากของธุรกิจร้านอาหารที่มีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีความคึกคักอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ กระโดดเข้ามาอยู่เป็นระยะ ๆ แต่หลังจากมีการระบาดของโควิด-19 ผู้คนเริ่มมีความกังวลถึงความปลอดภัยและออกมาจับจ่ายลดลง ทำให้ทราฟฟิกในศูนย์การค้าลดลงมาก ประกอบกับช่วงที่ภาครัฐมีคำสั่งห้ามนั่งทานในร้าน ส่งผลให้เชนร้านอาหารรายเล็กจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่การระบาดในปีที่ผ่านมา เริ่มทยอยปิดตัวลงเพราะแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว”
ประธานบริษัท เอ็มเคฯระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเชนร้านอาหารรายใหญ่ที่ทยอยเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ สร้างความหลากหลาย และส่วนใหญ่จะเน้นแข่งขันในแง่ของราคา ความหลากหลาย และความคุ้มค่าของรายการอาหาร ทุกค่ายต่างเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างหนัก ทั้งจัดโปรโมชั่นลดราคาในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะซื้อ 1 แถม 1 เพื่อกระตุ้นและจูงใจผู้บริโภค เช่นเดียวกับเอ็มเค กรุ๊ป ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องแข่งขันกับใคร ต้องแข่งกับตัวเอง ชูเรื่องการรักษาคุณภาพ การให้บริการเข้าตอบโจทย์ผู้บริโภค
ชะลอลงทุนโปรเจ็กต์ใหญ่
นายฤทธิ์ยังกล่าวถึงกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานจากนี้ไปว่า ตั้งเป้ารักษาการเติบโตต่อเนื่อง โดยสำหรับปีนี้ยังไม่มีแผนลงทุนในโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ แต่ยังต้องการขยายธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารขึ้นมาเอง การซื้อแฟรนไชส์มาบริหาร รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการเพื่อนำมาช่วยเสริมธุรกิจของเอ็มเค กรุ๊ป อย่างไรก็ตาม ในภาวะเช่นนี้ต้องชะลอไว้ก่อน และเชื่อว่ายังไม่มีผู้ประกอบการรายไหนที่อยากลงทุน แม้บริษัทจะมีเงินสดสำรองค่อนข้างมาก ซึ่งจะต้องรอสถานการณ์คลี่คลายถึงจะเริ่มมองหาโอกาสเข้าไปทำ M&A กับบริษัทที่น่าสนใจและเหมาะสมกับการสร้างโอกาสโตร่วมกัน
ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดสาขาใหม่ เน้นแบรนด์เอ็มเคสุกี้ และยาโยอิ ที่เป็นแบรนด์หลัก โดยจะต้องวางแผนอย่างรัดกุม เนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ใช้งบฯลงทุนค่อนข้างสูง ประมาณ 8-10 ล้านบาทต่อสาขา โดยจะต้องพิจารณาจากพื้นที่ ทั้งศูนย์การค้า และคอมมิวนิตี้มอลล์ เพื่อไม่ให้ทับซ้อนจากสาขาเดิมที่มีอยู่ และมองไปถึงยอดขายของสาขาใกล้เคียงเพื่อให้มั่นใจในการเปิดสาขาใหม่ในบริเวณนั้น
ส่วนแผนการขยายร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ด ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 65% ปีนี้การขยายสาขาต้องชะลอเอาไว้ก่อน ซึ่งต้องรอให้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ถึงจะเดินหน้าขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมระบบงานโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ การเทรนนิ่งพนักงาน เชฟปรุงอาหาร เพื่อรองรับหลังโควิดคลี่คลายจะเดินหน้าขยายต่อทันที ปัจจุบันมีทั้งหมด 29 สาขา
เพิ่มเมนู-จัดโปรโมชั่นถี่ยิบ
ประธานบริษัท เอ็มเคฯย้ำว่า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป คือการรักษาคุณภาพเมนูอาหาร เพิ่มรายการอาหารที่แปลกใหม่ ราคาคุ้มค่า ให้เหมาะกับทุก ๆ แบรนด์ และต้องบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบให้ได้ เนื่องจากทุก ๆ ปีจะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายเพิ่มขึ้นได้ รวมถึงการหันมาให้ความสำคัญในธุรกิจการบริการส่งถึงบ้าน (home delivery) ตามเวลาเปิด-ปิดของห้างสรรพสินค้าและบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ลูกค้าสามารถสั่งจองเป็นออร์เดอร์ล่วงหน้า สำหรับงานประชุมสัมมนา โดยมีการบริการอุปกรณ์ เช่น หม้อสุกี้ ปลั๊กไฟ โต๊ะเก้าอี้ เพื่อจัดงานนอกสถานที่ให้เหมือนกับนั่งกินในร้าน
ควบคู่กับการเพิ่มน้ำหนักการจัดแคมเปญการตลาดให้ถี่ขึ้น จากที่ทำมาอยู่เป็นระยะ ๆ อาทิ โปรโมชั่น เป็ดย่างจานใหญ่ 199 บาท จากเดิม 350 บาท เมื่อซื้อชุดอิ่มคุ้ม ชุดใดก็ได้ จาก 3 หมวด ทั้งหมวดผัก หมวดเนื้อสัตว์และซีฟู้ด หมวดลูกชิ้น เริ่มตั้งแต่เซตละ 399 บาท ถึงเซตละ 899 บาท เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้าร้าน วันนี้ต้องค่อย ๆ ทำไป เพราะพฤติกรรมคนรุ่นใหม่มีหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาฐานลูกค้าด้วยการจัดโปรโมชั่นผ่านบัตรสมาชิก เมื่อชำระด้วยเงินสดรับส่วนลดทันที 5-10%
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ประธานบริษัท เอ็มเคฯ ยังกล่าวถึงตลาดในต่างประเทศว่า บริษัทยังมีร้านเอ็มเคสุกี้, ร้านยาโยอิ และร้านมิยาซากิ เป็นหัวหอกในการทำตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม และลาว ทั้งในรูปแบบการลงทุนเอง และการขายแฟรนไชส์ รวมไปถึงการตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ดำเนินธุรกิจ ส่วนปี 2564 ยังมีแผนขยายสาขาต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาตลาด เน้นเปิดในเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากร และมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมถึงการศึกษาข้อมูลจีดีพีเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง เพื่อใช้ในการพิจารณาการลงทุน
นายฤทธิ์กล่าวต่อไปว่า วันนี้ผู้บริหารรุ่นเก่าเริ่มเกษียณ และต้องเปิดทางให้ผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาดูแลธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเข้ามาเรียนรู้งานแล้วจำนวนหนึ่ง หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายจะโรเทตให้เรียนรู้แต่ละหน่วยงาน และให้รับผิดชอบงานที่กว้างขึ้น แต่จะเป็นใครบ้าง ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนด
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลประกอบการปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 13,622 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 907 ล้านบาท ปัจจุบันร้านเอ็มเคสุกี้ มี 449 สาขา เอ็มเคโกลด์ 5 สาขา เอ็มเคไลฟ์ 4 สาขา ยาโยอิ 198 สาขา มิยาซากิ 21 สาขา