เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ดร.นิเวศน์’ เซียน VI มองปัญหาข้อมูลรั่ว ?พอใจหุ้นไทยดันพอร์ตกำไร
Finance ‘ดร.นิเวศน์’ เซียน VI มองปัญหาข้อมูลรั่ว ?พอใจหุ้นไทยดันพอร์ตกำไร
จุดพลุ ‘Quantum Club Thailand’ เร่งสร้างอีโคซิสเต็ม ‘ควอนตัม’ ในไทย
Tech จุดพลุ ‘Quantum Club Thailand’ เร่งสร้างอีโคซิสเต็ม ‘ควอนตัม’ ในไทย
พยากรณ์อากาศ (6 ส.ค.) เกือบทั่วทุกภาคมีฝนตก 60-70% ของพื้นที่
Economic พยากรณ์อากาศ (6 ส.ค.) เกือบทั่วทุกภาคมีฝนตก 60-70% ของพื้นที่
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ส.ค.) ขยับขึ้น 0.72% อยู่ที่ 64,276 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ส.ค.) ขยับขึ้น 0.72% อยู่ที่ 64,276 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ส.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ส.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พรุ่งนี้น้ำมันลด! (5 ส.ค.)  เบนซิน-แก๊สโซอล์ ปรับราคาลง ลิตรละ 70 สตางค์
News พรุ่งนี้น้ำมันลด! (5 ส.ค.) เบนซิน-แก๊สโซอล์ ปรับราคาลง ลิตรละ 70 สตางค์
มูลนิธิสืบฯ ชี้ ครม. ไฟเขียวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7.2 พันล้าน แต่ยังไม่พูดถึงบ้านสัตว์ป่าที่ต้องแลกไป
Politics มูลนิธิสืบฯ ชี้ ครม. ไฟเขียวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7.2 พันล้าน แต่ยังไม่พูดถึงบ้านสัตว์ป่าที่ต้องแลกไป
ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
Finance ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
Finance ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
Finance เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
ดูทั้งหมด

แบงก์จำใจ “ลดดอกเบี้ย” แก้หนี้ เตือนเอฟเฟ็กต์ “ปฏิเสธสินเชื่อ” พุ่ง

21 มิ.ย. 2564 | 08:42น.

คลัง-แบงก์ชาติเตรียมเรียกถกหน่วยงานเกี่ยวข้องแก้โจทย์ “หนี้ครัวเรือน” วงในเผยปมใหญ่ “หนี้ข้าราชการ” ผูกกับหนี้สหกรณ์ ขณะที่ “แบงก์-น็อนแบงก์” จำใจรับนโยบาย “ลดเพดานดอกเบี้ย” จำนำทะเบียน-สินเชื่อบุคคล-บัตรเครดิต ชี้รัฐต้องรับสภาพผลกระทบยอด “ปฏิเสธสินเชื่อ” เพิ่มสูงขึ้น ผลักประชาชนไปใช้ “หนี้นอกระบบ” ขณะที่กลุ่มจำนำทะเบียนขานรับ ชี้ปล่อยดอกเบี้ยต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศนโยบายให้เร่งแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน หรือ “หนี้ครัวเรือน” แบบครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา 3.6 ล้านคน และผู้ค้ำประกัน 2.8 ล้านคน, หนี้ครู/ข้าราชการ 2.8 ล้านบัญชี, หนี้เช่าซื้อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ 27.7 ล้านบัญชี, หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 49.9 ล้านบัญชี และปัญหาหนี้สินอื่น ๆ ของประชาชน 51.2 ล้านบัญชี

โดยนายกฯได้ประกาศภายใน 6 เดือน ให้เห็นผลทั้งเรื่องการลดภาระดอกเบี้ยของประชาชนและสินเชื่อรายย่อย รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของครูและข้าราชการ รวมถึงหนี้สหกรณ์ พร้อมกันนี้ได้ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยและการกำกับดูแลบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนำทะเบียนด้วย

คลังเรียกถก “หนี้ครัวเรือน”

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในเร็ว ๆ นี้จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีแนวทางการดำเนินการของตัวเองอยู่แล้ว แต่ทุกฝ่ายต้องมาบูรณาการเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

ทั้งนี้ปี 2563 “หนี้ครัวเรือน” เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.3% ต่อจีดีพี ด้วยมูลค่ากว่า14 ล้านล้านบาท แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง เข้าไปแก้ไขหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด เนื่องจากปัจจุบันตัวเลขหนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นเร็วมาก

อย่างไรก็ดี เป็นสิ่งที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ได้ดำเนินการมาโดยตลอด เช่น ธนาคารออมสินได้เข้ามาทำธุรกิจจำนำทะเบียนรถ และเป็นผู้นำไปกดดอกเบี้ยในตลาด รวมทั้งการออกสินเชื่อ 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.35% ต่อเดือน เพื่อไปสู้กับดอกเบี้ยแพง ๆ ในตลาดอยู่แล้ว

โจทย์ใหญ่ “หนี้ข้าราชการ”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของหนี้ครัวเรือนซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจ กลุ่มสำคัญที่ยังไม่มีหน่วยงานเข้าไปดูแลและแก้ไขอย่างจริงจังก็คือ ในส่วนของหนี้ข้าราชการ ซึ่งมีภาระหนี้ทั้งในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐ และยังมีภาระหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งในส่วนนี้คลังและแบงก์ชาติไม่มีอำนาจเข้าไปดูแล และไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้า ธปท.จะมีการเรียกประชุมสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันในเรื่องนโยบายของนายกรัฐมนตรี เรื่องของเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียน

แบงก์จำใจ “ลดดอกเบี้ย”

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากนโยบายของนายกรัฐมนตรี ขอให้ ธปท.ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยและการกำกับดูแล “บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนำทะเบียน” มองว่านายกฯต้องการลดภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 90% และลดการฟ้องร้อง ซึ่งต้องรอให้คลังและ ธปท.รับลูกเพื่อศึกษา

อย่างไรก็ดี หากจะมีการปรับเพดานอัตราดอกเบี้ย ก็มองว่าแบงก์และน็อนแบงก์สามารถทำได้ เพราะจากงบการเงิน ความพอเพียงของสภาพคล่องในระบบยังมีความแข็งแกร่ง สามารถช่วยลูกหนี้ได้ แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่เชื่อว่าสถาบันการเงินสามารถปรับตัวได้ในการบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่าย และการตั้งสำรอง หาก ธปท.มีนโยบายออกมาเชื่อว่าทุกธนาคารก็พร้อมปฏิบัติตาม

เอฟเฟ็กต์ “รีเจ็กต์เรต” พุ่ง

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า การปรับลดเพดานดอกเบี้ย ต้องคิดให้รอบคอบและศึกษาทุกมิติ เพราะกลไกดอกเบี้ยเป็นตัวควบคุมความเสี่ยง ซึ่งจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดอยู่ที่ 15% แต่สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตเพดานดอกเบี้ยสูงกว่าระดับ 15% เช่นเดียวกับเพดานสินเชื่อจำนำทะเบียนอยู่ที่ 22% เพื่อให้สามารถอำนวยสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยงได้มากขึ้น ดึงคนอยู่นอกระบบเข้ามาในระบบ

หากมีการปรับลดเพดานจะต้องคำนึงถึงกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่ถูกปฏิเสธ (reject) ตามระบบคัดกรองความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้กลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ อาจจะไปสู่นอกระบบ โดย ธปท.และภาครัฐจะต้องคิดให้ครบทุกมิติ

“การลดดอกเบี้ย ลดภาระหนี้ของประชาชนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องใหญ่สุด และที่ผ่านมามาตรการต่าง ๆ พยายามช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายให้ลูกค้า เช่น ซอฟต์โลนที่ ธปท.คิดดอกเบี้ย 0.01% ทำให้แบงก์คิดดอกเบี้ยลูกค้าได้ถูกลง หรือการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.46% เหลือ 0.23% ซึ่งก็ทำให้แบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเฉลี่ย 0.40%

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยมีกลไกได้เยอะ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจจะต้องมีมาตรการเข้ามาช่วยด้วย เช่น การลดค่าครองชีพ หรือการสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งการเปิดประเทศภายใน 120 วัน ถือเป็นตัวอย่างที่สร้างรายได้ให้ภาคประชาชน และลูกหนี้อาจต้องลดการใช้สินเชื่อเงินผ่อนลง ส่วนธนาคารก็ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ”

ปัญหาไม่มีเงิน-ไม่ใช่ดอกแพง

สอดคล้องกับ นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากปีที่ผ่านมา ธปท.ได้ปรับเพดานดอกเบี้ยลงมาแล้วรอบหนึ่ง เฉลี่ยลดลง 2-4% ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่หน่วยกำกับต้องการ ซึ่งในมุมมองรัฐบาลอาจมองว่าลดดอกเบี้ยจะช่วยประชาชนลืมตาอ้าปากได้

แต่เอาเข้าจริงดอกเบี้ยที่ลดลงน้อยมาก เช่น ธุรกิจจำนำทะเบียนเพดานดอกเบี้ย 24% ต่อปี ลดลงมาเท่ากับธนาคารออมสิน 18% ค่างวดต่อเดือนลดไปแค่ 50 บาทเท่านั้น แปลว่าช่วยประชาชนคนหนึ่งได้แค่วันละ 2 บาท ซึ่งไม่ได้ช่วยความเป็นอยู่ได้จริง และไม่ตรงจุด เพราะปัญหาประชาชนตอนนี้คือไม่ใช่ดอกเบี้ยแพง แต่ปัญหาคือไม่มีเงิน

“เมื่อปรับลดดอกเบี้ย ผลตามมาคือ สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทำให้ลูกค้าเกรด C เกรด D ที่เมื่อก่อนปล่อยกู้ดอกเบี้ย 28% แต่ปัจจุบันไม่ปล่อยลูกค้ากลุ่มนี้ ต้องหันไปกู้นอกระบบ ซึ่งเชื่อว่าภาพในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หนี้นอกระบบน่าจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น หลัง ธปท.ลดเพดานดอกเบี้ยปีที่แล้ว ช่วงวิกฤตคนไม่ได้อยากผ่อนดอกเบี้ยถูก แต่อยากได้เงินก้อนเพื่อไปหมุนธุรกิจ หรือใช้จ่ายค่าเทอมลูก พอทำไม่ได้ก็หันไปกู้เงินนอกระบบ”

รูดปรื๊ด-จำนำทะเบียนลดได้อีก

นายกรกชกล่าวว่า เบื้องต้นประเมินว่าสินเชื่อจำนำทะเบียน บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังพอมีรูมลดเพดานดอกเบี้ยได้ ถ้าดูจากอัตราการทำกำไร ธุรกิจจำนำทะเบียนรายใหญ่ ๆ อาทิ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (MTC), บมจ.ศรีสวัสดิ์คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) ระดับอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า 20% และอัตรากำไรสุทธิสูงกว่า 20-30%

“ปัจจุบันเพดานดอกเบี้ยจำนำทะเบียนอยู่ที่ 24% ต่อปี ซึ่งภาครัฐส่งธนาคารออมสินลงมาแข่งดอกเบี้ยอยู่ที่ 18% ต่อปี ทำให้ทุกเจ้าต้องลงมาแข่งดอกเบี้ย โดยปัจจุบัน MTC คิดดอกเบี้ย 15% SAWAD คิดดอกเบี้ย 18% และ TIDLOR คิดดอกเบี้ย 17-18%” นายกรกชกล่าว

สำหรับธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ปัจจุบันเพดานดอกเบี้ยกำหนดไม่เกิน 16% ต่อปี และไม่เกิน 25% ต่อปี (ตามลำดับ) ต้นทุนเงินทุนของผู้ให้บริการซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ประมาณ 1-2% ดังนั้นยังมีมาร์จิ้นกว่า 10%

ส่วนน็อนแบงก์ที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อาทิ บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) และ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) หรือ AEONTS ซึ่งปัจจุบันเก็บดอกเบี้ยตามเพดาน ดังนั้นถ้าปรับลดเพดานดอกเบี้ยจะโดนผลกระทบเต็ม ๆ ซึ่งถ้าลดลงมาทำให้ ROE เหลือแค่ 20% ก็ยังถือว่าเป็นธุรกิจให้ผลตอบแทนที่ดี แต่อาจจะเป็นกลุ่มที่โดนผลกระทบมากที่สุด

MTC ยันไม่กระทบคิดดอกต่ำ

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า หากมีนโยบายให้ปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยลงบริษัทพร้อมปฏิบัติตาม อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่โควิด-19 ระบาด บริษัทได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยลดภาระหนี้ให้กับลูกค้ามาต่อเนื่อง และหากดูอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทคิดกับลูกค้าส่วนใหญ่จะต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว เช่น จำนำทะเบียนรถยนต์และจักรยานยนต์ เพดานดอกเบี้ยอยู่ที่ 24% ซึ่งปัจจุบันบริษัทคิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 14.5% หรือนาโนไฟแนนซ์ปัจจุบันคิดอยู่ 28% จากเพดาน 33%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ