ไทยเบฟฯ กางแผนสู้โควิด จัดทัพ “เหล้าเบียร์-ร้านอาหาร” เร่งปั๊มยอด
“ไทยเบฟฯ” จัดทัพรับมือโควิด-19 ชูน้ำเมาพรีเมี่ยมแมสบุกตลาดไทย-เวียดนาม หวังเพิ่มกำไรด้วยดีไซน์-ไซซิ่ง ด้านกลุ่มร้านอาหารเร่งสปีดสารพัดโมเดล ปูพรมร้านไซซ์เล็กนอกห้าง การรวม 2 แบรนด์ในร้านเดียว ไดรฟ์ทรูไซซ์เล็ก ฟู้ดทรัก มาครบ ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มเกาะเทรนด์สุขภาพลอนช์สูตรเสริมวิตามินเขย่าตลาด ล่าสุดเตรียมเปิดตัว est PLAY สูตรผสมวิตามิน B6 และ B12 ย้ำยังไม่ล้มแผนส่งเบียร์โคเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ รอเพียงจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม
การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะคลี่คลายลง ยังส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ธุรกิจ รวมถึงธุรกิจเครื่องดื่ม-อาหารรายใหญ่อย่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (1 ต.ค. 2563-31 มี.ค. 2564) รายได้จากการขายลดลง 4.3% เหลือ 1.31 แสนล้านบาท และมีกำไรเพิ่มขึ้นเพียง 1% เป็น 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องงัดแผนรับมือในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
นางสาวนันทิกา นิลวรสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ถึงทิศทางของธุรกิจต่าง ๆ หลังจากนี้ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกับทุกธุรกิจในเครือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ เครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ และร้านอาหาร ซึ่งบริษัทได้ปรับตัวรับมืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงวางแผนสร้างการเติบโตในอนาคตด้วยการชิงโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนแปลงไป
จัดทัพ “เหล้า-เบียร์” เพิ่มกำไร
นางสาวนันทิกากล่าวว่า สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ สุราขาว สุราสี รวมถึงเบียร์ จะเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรและแบรนด์ลอยัลตี้ รวมถึงอุดช่องว่างราคาระหว่างไลน์สินค้า เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งและสร้างการเติบโต ด้วยสินค้าใหม่ที่มีจุดเด่นด้านนวัตกรรม และดีไซน์ทั้งขวด-แพ็กเกจ ซึ่งช่วยให้สามารถตั้งราคาจำหน่ายได้สูง และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งเลี่ยงการแข่งขันราคา เริ่มจากกลุ่มสุราจะเปิดตัวดีไซน์-ขนาดขวด และแพ็กเกจจิ้งใหม่ของแบรนด์ต่าง ๆ อาทิ หงส์ทอง ขนาด 350 มิลลิลิตร ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้
หลังจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เปิดตัว ขวดขนาด 700 มิลลิลิตรไปแล้ว เช่นเดียวกับ เบลนด์ 285 ซิกเนเจอร์ แบรนด์ย่อยของเบลนด์ 285 ที่จับมือกับแฟชั่นดีไซเนอร์ออกแบบกล่องลายพิเศษเมื่อปลายปี 2563 เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตระดับเลข 2 หลักต่อเนื่อง 3 ปีของแบรนด์
ส่วนสุราขาว นิยมไทย ก่อนหน้านี้เปิดตัวสินค้าใหม่ นิยมไทย สุราข้าวหอมพิเศษ แบบขวดฝาเกลียว จำนวน 6 เอสเคยู เพื่อรับเทรนด์ใหม่ในเซ็กเมนต์สุราขาว ด้านแกรนด์ รอยัล เมื่อเดือนมกราคม 2564 เปิดตัว แกรนด์ รอยัล ซูเปอร์สมูท มาเติมช่องว่างราคาระหว่าง แกรนด์ รอยัล สมูท และแกรนด์ รอยัล ซิกเนเจอร์
สำหรับเบียร์ นอกจากการเปิดตัวสินค้าระดับพรีเมี่ยมและมีนวัตกรรม อาทิ ช้างโคลด์บรูว และเบียร์ผสมกาแฟ ช้างเอสเปรสโซ่ ลาเกอร์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำไรและสร้างความแตกต่างแล้ว จะเน้นการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ออนไลน์ผ่านสื่อดิจิทัล-โซเชียลมีเดีย อีเวนต์ออนกราวนด์ พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนกำไร ด้วยการลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ลง เช่น ลดการใช้พลังงาน แพ็กเกจจิ้ง รวมถึงการจัดซื้อวัตถุดิบจำนวนมากในครั้งเดียว
โดยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับธุรกิจเบียร์ในเวียดนาม หรือบริษัท ไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ เบฟเวอเรจ คอมปะนี-ซาเบโค ที่เน้นชิงส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมแมส ด้วยการผลักดันเบียร์ ไซง่อน ชิล ที่เปิดตัวเมื่อ ต.ค. 2563 พร้อมโฟกัสจัดจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้า-โมเดิร์นเทรนด์มากขึ้น เพื่อรับพฤติกรรมชาวเวียดนามที่หันมาดื่มแอลกอฮอล์นอกร้านอาหาร ผับ-บาร์มากขึ้น ร่วมกับการขายและการตลาดผ่านทางออนไลน์ นอกจากนี้ยังใช้มาตรการรัดเข็มขัดด้านต่าง ๆ อีกด้วย

ร้านอาหารปรับตัวรับนิวนอร์มอล
ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟฯ กล่าวถึงกลุ่มสินค้ากลุ่มร้านอาหารว่า จะมุ่งชิงโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการระบาดของโควิด-19 หรือเน็กซ์นอร์มอล ไม่ว่าจะเป็นความสนใจสุขภาพ การทำและทานอาหารที่บ้าน บริการดีลิเวอรี่ รวมถึงความสำคัญของทำเลนอกห้างสรรพสินค้า และการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อาทิ ลาซาด้า และช้อปปี้
โดยจะใช้ 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างกำไรจากทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากที่สุด อาทิ ปรับครัวในแต่ละสาขาให้รองรับการสั่งกลับบ้านและบริการดีลิเวอรี่ ร่วมกับโปรโมชั่นระดับเข้มข้น เช่น 1 แถม 1, ลด 40-50% เพื่อจูงใจลูกค้าหน้าใหม่ และกลุ่มที่ต้องการความคุ้มค่า รวมถึงมุ่งสร้างเมนูสำหรับทานนอกร้าน การบริหารต้นทุนให้รัดกุมขึ้น อาทิ การปรับราคาอาหาร และปรับรูปแบบเมนูเป็นต้น
และการปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับนิวนอร์มอล โดยเดินหน้าเปิดสาขาเพื่อเจาะทำเลต่าง ๆ รวมถึงใช้โมเดลหลากหลาย เช่น ร้านไซซ์เล็กที่ลงทุนน้อย ร้านทำเลนอกห้าง หรือการรวม 2 แบรนด์ในร้านเดียว เช่น โออิชิราเม็นกับคาคาชิ รวมถึงโมเดลใหม่ ๆ เช่น ไดรฟ์ทรูไซซ์เล็ก ฟู้ดทรัก คลาวด์คิตเช่น เป็นต้น โดยที่สำคัญคือ แต่ละสาขาต้องสามารถรองรับการซื้อไปทานที่บ้านและดีลิเวอรี่ด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มหมวดสินค้าใหม่ ๆ อย่าง ซอสทำอาหาร และสินค้าเฮลตี้ ตามเทรนด์ใส่ใจสุขภาพ ส่วนบริการดีลิเวอรี่จะเดินหน้าโปรโมตทั้งบริการของบริษัทเอง และของผู้ให้บริการเทิร์ดปาร์ตี้ เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด
ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและรับกับเทรนด์รักษาระยะห่าง ไม่ว่าจะเป็นการรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ คีออสก์สำหรับสั่งสินค้าด้วยตนเอง แอปพลิเคชั่น พร้อมเพิ่มศักยภาพการทำงานหลังบ้านและการตลาด เช่น สมาร์ทคิตเช่น ซึ่งช่วยลดเวลา-ความผิดพลาดในการเตรียมอาหาร รวมถึงระบบฐานข้อมูลสำหรับทำการตลาดแบบรายบุคคล
เครื่องดื่มใหม่ตอบโจทย์สุขภาพ
สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ นางสาวนันทิการะบุว่า บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคโดยเฉพาะด้านสุขภาพที่เป็นกระแสมาแรง รวมถึงมีกำไรสูงอย่างสูตรไร้น้ำตาล หรือเพิ่มวิตามิน เช่นเดียวกับรูปแบบทำกำไรได้สูงอย่างขวดแก้ว และการขายในช่องทางเทรดิชั่นนอล-ร้านอาหาร รวมถึงใช้เอไอมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้า-ช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมกับสื่อสาร-ประชาสัมพันธ์จุดขายทั้งด้านสุขภาพและนวัตกรรม นำโดยแบรนด์เอส ที่เตรียมเปิดตัว est PLAY สูตรผสมวิตามิน B6 และ B12 ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ หลังจากก่อนหน้านี้เปิดตัว est PLAY Jelly Shake เครื่องดื่มอัดก๊าซในรูปแบบเยลลี่ ที่เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย เพื่อย้ำภาพผู้นำด้านนวัตกรรม
ขณะที่แบรนด์โออิชิ จะสร้างการเติบโตด้วยการขยายไลน์อัพของสินค้าชาเขียวอัดก๊าซ ชาคูลซ่า เพิ่มขึ้น เน้นภาพลักษณ์ด้านความสนุกสนาน ส่วนน้ำดื่มคริสตัล จะเน้นเข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาคของไทยให้ลึกยิ่งขึ้น ต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาซึ่งมีสินค้าใหม่ออกมาต่อเนื่อง อาทิ โออิชิ โกลด์ วาโคฉะ, ชาเขียวโออิชิสูตรผสมวิตามิน, เอส เพลย์สูตรผสมวิตามิน เครื่องดื่มวีบูสที่มีวิตามินซี 200% ของปริมาณแนะนำต่อวัน และเครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์สูตรผสมวิตามิน เป็นต้น
ไม่ทิ้งแผน IPO เบียร์โค
ส่วนแผนนำธุรกิจเบียร์ หรือบริษัท เบียร์โค เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้เลื่อนกำหนดการออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดนั้น นางสาวนันทิกาย้ำว่า บริษัทอยู่ระหว่างจับตาสถานการณ์ของตลาดเบียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างใกล้ชิด และจะประเมินแผนร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินอีกครั้ง เพื่อหาจังหวะที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากที่สุด เนื่องจากยังเชื่อมั่นในศักยภาพของเบียร์โค ทั้งการเป็นผู้นำในตลาดเบียร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศักยภาพเติบโตในอนาคต