เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ทายาทสวนสยาม’ เปิดใจน้ำท่วมปี’69 เสียหายหลาย 100 ล้าน หนักสุดรอบ 46 ปี
Business ‘ทายาทสวนสยาม’ เปิดใจน้ำท่วมปี’69 เสียหายหลาย 100 ล้าน หนักสุดรอบ 46 ปี
‘ปกรณ์’ ชี้ปลดล็อก ศก.ไทย ต้องรักษาสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม
Politics ‘ปกรณ์’ ชี้ปลดล็อก ศก.ไทย ต้องรักษาสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม
สนามบินภูเก็ต ประสานการบินไทยเร่งเคลียร์สัมภาระตกค้าง หลังตกค้างสุวรรณภูมิวันที่ 26 ก.ย.
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินภูเก็ต ประสานการบินไทยเร่งเคลียร์สัมภาระตกค้าง หลังตกค้างสุวรรณภูมิวันที่ 26 ก.ย.
ย้ำให้ ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ ปล่อยน้ำ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไม่อนุมัติระบายเพิ่ม หวั่นกระทบ กทม.
Politics ย้ำให้ ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ ปล่อยน้ำ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไม่อนุมัติระบายเพิ่ม หวั่นกระทบ กทม.
จับตา ‘เดดล็อก’ กสทช. ประมูลคลื่น-ทีวีป่วนต่อ
Tech จับตา ‘เดดล็อก’ กสทช. ประมูลคลื่น-ทีวีป่วนต่อ
PTT เคาะวงเงินปันผล 3.99 หมื่นล้าน รองรับขายหุ้นซื้อคืน 238 ล้านหุ้น
Finance PTT เคาะวงเงินปันผล 3.99 หมื่นล้าน รองรับขายหุ้นซื้อคืน 238 ล้านหุ้น
ทรัมป์ มัดรวมบิ๊กเทค วางกรอบให้ AI โตแรง-ไม่แหกกฎ
Tech ทรัมป์ มัดรวมบิ๊กเทค วางกรอบให้ AI โตแรง-ไม่แหกกฎ
สภาพัฒน์กาง ‘แผน 14’ ดัน GDP โตเกิน 3% ปักธงไทยติด Top 20 โลกปี 2572
Finance สภาพัฒน์กาง ‘แผน 14’ ดัน GDP โตเกิน 3% ปักธงไทยติด Top 20 โลกปี 2572
น้ำท่วมกระทบ ‘สวนสยาม’ ปิดปรับปรุง คาดใช้เวลาฟื้นฟู 6 เดือน
Business น้ำท่วมกระทบ ‘สวนสยาม’ ปิดปรับปรุง คาดใช้เวลาฟื้นฟู 6 เดือน
‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ คลังเคาะผู้ได้รับสิทธิรอบใหม่ 11.25 ล้านคน ไม่ผ่านเกณฑ์ 7.6 ล้านคน
Finance ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ คลังเคาะผู้ได้รับสิทธิรอบใหม่ 11.25 ล้านคน ไม่ผ่านเกณฑ์ 7.6 ล้านคน
ดูทั้งหมด

เปิดโผ “สินค้าส่งออกดาวร่วง” ครึ่งปีแรกพลิกติดลบ

06 ส.ค. 2564 | 08:01น.
ส่งออกอาหาร

ครึ่งปีแรก 4 สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตรดาวร่วง พลิกโผส่งออกติดลบสวนทางประเทศ “ส.ทูน่า” ชี้โควิดสหรัฐ-อียูคลี่คลายฉุดส่งออก ด้าน “ส.ข้าว” ย้ำปัจจัยลบคอนเทนเนอร์ขาด-ค่าระวางแพงหลอนไทยไม่เลิก ด้านส.ผู้เลี้ยงสุกร ชี้โควิดฉุดตลาดลดบริโภค-นำเข้าหมู

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า แม้ว่าภาพรวมการส่งออกไทยในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) 2564 ขยายตัวถึง 15.5% มูลค่า 132,335 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมีมูลค่า 22,425 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11.9% ก็จริง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไส้ในยังมีสินค้า 4 รายการที่ส่งออกติดลบสวนทางภาพรวม คือ กลุ่มข้าวลดลง 30.9% ทูน่ากระป๋อง ลดลง 24.4% น้ำตาล ลดลง 38.2% และสุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง ลดลง 11% (ตามกราฟิก)

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายส่งผลให้ยอดการส่งออกทูน่ากระป๋องครึ่งปีแรกลดลง เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของสินค้านี้ ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติ ออกไปรับประทานอาหารข้างนอกบ้าน จึงทำให้ความต้องการในสินค้าลดลง

ประกอบกับโรงงานในไทยเองก็ลดกำลังผลิตลงกว่า 10-15% เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งขาดแคลนแรงงานต่างด้าวทั้งเมียนมาและคนไทยที่ต้องเป็นไปตามมาตรการภาครัฐให้มีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนคนงานในโรงงานเพื่อความปลอดภัย

แต่ในทางกลับกันส่วนของทูน่าเพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแมว และอาหารสุนัขกลับได้รับความนิยม มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงถือว่ายอดรวมพอได้และไม่ห่างมาก ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าปีนี้ประเมินการส่งออกอาจต้องปรับเป้าหมายลง 10% แต่ในส่วนของทูน่าอาหารสัตว์เลี้ยงปรับเป้าเพิ่มขึ้น 10%

ด้านนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกข้าวครึ่งปีหลัง 2564 มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากผลผลิตข้าวของไทยน่าจะเพิ่มขึ้นจากฝนตก น้ำดี ประกอบกับราคาข้าวไทยแนวโน้มอ่อนค่าลง และยังมีปัจจัยค่าเงินบาทอ่อนค่ามาหนุน ส่งผลให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยข้าวขาว 5% ของไทย ตันละ 402 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ของเวียดนาม ตันละ 388-392 เหรียญสหรัฐต่อตัน อินเดีย ตันละ 382-387 เหรียญสหรัฐ และปากีสถาน ตันละ 378-382 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาข้าวนึ่งของไทย ตันละ 415 เหรียญสหรัฐ ราคาข้าวนึ่งอินเดีย ตันละ 353-357 เหรียญสหรัฐ และปากีสถาน ตันละ 396-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน

“แม้ราคาข้าวไทยจะแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ไทยยังติดปัญหาเรื่องของการขนส่ง ค่าระวางที่เพิ่มขึ้น ตู้คอนเทนเนอร์ที่มีไม่เพียงพอในกลุ่มผู้ส่งออกข้าว ปัญหาขาดแรงงานที่หายออกจากระบบ จากปัญหาโควิด และยังเข้าไม่ถึงวัคซีน ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยในครึ่งปีหลังได้”

“โดยเฉพาะค่าระวางเรือเส้นทางสหรัฐปรับขึ้นกว่า 6 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 2,500 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ 15,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยน่ากังวลในตลาดข้าวหอมมะลิจากปัญหาค่าขนส่ง ทำให้สต๊อกข้าวหอมมะลิไทยยังคงมีเยอะ หากผลผลิตออกมาก็อาจจะกระทบได้ ซึ่งต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยจะต้องรอดูผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2564 นี้ หากสถานการณ์โควิดดีขึ้นทางสมาคมก็จะลงพื้นที่ในการติดตามดูผลผลิตอีกครั้ง”

ทั้งนี้ คาดว่าในเดือนกรกฎาคม 2564 น่าจะส่งออกได้มากกว่า 400,000 ตัน เพราะตลาดสำคัญในแถมแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย มีแนวโน้มจะนำเข้าเพิ่มขึ้นทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่งเนื่องจากราคาข้าวของไทยลดลงมาอยู่ในระดับที่ไม่ห่างจากคู่แข่งมากนัก ประกอบกับความต้องการข้าวในตลาดต่างประเทศเริ่มมีมากขึ้นเพราะอุปทานข้าวในประเทศมีน้อยลง

ซึ่งการทำตลาดสำคัญ เช่น โมซัมบิก อิรัก ญี่ปุ่น แคเมอรูน แองโกลา จีน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ยังสามารถทำได้ แต่ปริมาณการส่งออกไม่มากเพราะต้องยอมรับว่าชนิดข้าวของไทยยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งนิยมข้าวพื้นนุ่ม แต่ข้าวพื้นนุ่มของไทยยังมีปริมาณไม่เพียงพอ ดังนั้นการทำตลาดส่งออกของไทยจึงยังอยู่ที่ข้าวนึ่ง ข้าวขาว 5% และข้าวหอมมะลิเท่านั้น

“ส่วนการส่งออกข้าวของไทยไปยังตลาดอิรัก ปัจจุบันยังสามารถส่งออกไปได้ 10,000-20,000 ตัน เป็นการส่งออกผ่านเอกชนและประเทศข้างเคียงเพื่อส่งต่อเข้าอิรัก”

ด้านนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกที่ปรับตัวลดลงเป็นมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในตลาดที่นำเข้าหมูจากไทย ซึ่งก็คล้ายกับตลาดในประเทศที่หดตัวลง

ซึ่งแนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังจะดีขึ้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้มากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ผู้เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะรายย่อยในประเทศเหลือ 30% ส่วนผลจากการแพร่ระบาดของโรคหมู หรือ PRRS ทางภาครัฐก็เตรียมพร้อมและมีการจัดอบรมให้กับเกษตรกร จึงยังไม่กระทบมากนัก

รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ประมาณการต้นทุนการผลิตสุกรไตรมาส 2 ปี 2564 ไว้ กก.ละ 76.72 บาท ภาวะราคาและปริมาณสุกรขุนที่ออกสู่ตลาดตั้งแต่วันพระที่แล้ว ผู้เลี้ยงภาคบริษัท สมาคมภูมิภาคต่าง ๆ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และผู้เลี้ยงทั่วไป มีมติเห็นควรยืนราคาสุกรขุนต่อไปอีก 2-3 วันพระ

โดยเมื่อภาวะการระบาดของโรคโควิด-19 ทรงตัวแล้วจึงค่อยพิจารณาราคาว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไรต่อไป ปริมาณสุกรขุนมีไม่มาก ตัวไม่ใหญ่สอดคล้องกับสภาพตลาดที่กระทบจากโควิดขณะนี้ เมื่อโควิด-19 ทรงตัวหรือผ่อนคลายลงตามปริมาณแม่พันธุ์ในขณะนี้ สุกรขุนจะขาดแคลน

ดังนั้น เห็นควรยืนราคาตามที่แต่ละภาคประกาศต่อไป โดยราคาสุกรภาคตะวันตก กก.ละ 68 บาท ภาคตะวันออก กก.ละ 74-78 บาท ภาคอีสาน กก.ละ 72 บาท ภาคเหนือ กก.ละ 76 บาท และภาคใต้ กก.ละ 73 บาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การส่งออก