‘ปกรณ์’ ชี้ปลดล็อก ศก.ไทย ต้องรักษาสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม
มือกฎหมายรัฐบาล ฉายภาพแนวทางปฏิรูปภาครัฐ-ปลดล็อกประเทศไทยให้ไปต่อ แนะรักษาสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม ชี้หัวใจการพัฒนาต้องทำให้ยั่งยืน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ร่วมการประชุมประจำปี 2569 ของ สภาพัฒน์ ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 หรือ แผน 14 (พ.ศ. 2571–2575) พร้อมร่วมวงเสวนา โดยกล่าวในประเด็น ”การปฏิรูปภาครัฐ ปลดล็อกประเทศไทยให้ไปต่อ“
แผนสภาพัฒน์ 14 ต้องสมดุล เศรษฐกิจ-สังคม
นายปกรณ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนมองเห็นภาพร่วมกันว่าตอนนี้ประเทศอยู่ในสถานะใด แต่ส่วนตัวในฐานะกฎหมายมองว่า วิวัฒนาการโลกเดิมเปลี่ยนแปลงไปช้ามากจึงทำให้เรามักไม่ได้มองโลกภายนอกสักเท่าไหร่ และการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างก็สั้นลงเรื่อยๆ ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกต้องเจอ อาทิ เทคโนโลยีที่ทำให้พฤติกรรมผู้คนเปลี่ยน และจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม
ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงในการทำแผนพัฒนาประเทศ คือ เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้คนที่เปลี่ยนไป พร้อมย้ำว่า การทำแผนพัฒนาที่ 14 จะต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม
ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เกิดขึ้นทุกวันและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อตกลงต่างๆ สำหรับประเทศไทยคีย์เวิร์ดสำคัญคือเรื่องสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ อาจจะนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียม ฉะนั้นสิ่งที่ตนอยากจะชวนทุกคนคิดในการจัดทำแผนคือการเชื่อมโยงเป้าหมายทั้งหมด
โครงสร้างรัฐ ต้องเหมาะสม-ใช้เงินให้เป็นประโยชน์
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย มี 2 เรื่องเกี่ยวข้อง คือ การปรับโครงสร้างภาครัฐ เพราะเราเป็นรัฐที่เน้นการควบคุมเห็นได้จากมักใช้รูปแบบการขออนุมัติ-อนุญาต เป็นหลักซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยนโยบายรัฐบาลต้องการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากผู้ควบคุมเป็นการอำนวยความสะดวกให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินการต่างๆได้ เพื่อทำให้มีความสามารถด้านการแข่งขันมากขึ้นในทุกระดับ
รวมถึงเรื่องโครงสร้าง ต้องมีขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพโดยที่ใช้จ่ายตามสมควร เพราะงบส่วนใหญ่กว่า 73% ที่เป็นงบประจำ หากลดตรงส่วนนี้ได้และนำเทคโนโลยีมาทดแทนในการบริหารราชการ จะทำให้เราปรับเงินไปใช้ด้านอื่นๆได้ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลเพื่อไม่ให้มีการทุจริต
ฉะนั้นถ้าดำเนินการได้ ก็จะทำให้การบริการได้อย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จากนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือการปรับสวัสดิการ วิธีการจ้างหรือค่าตอบแทน ไม่ใช่อยู่กันแบบนี้มาเป็นเวลากว่า 70 ปี
อัปเดต กม.ไทย ให้ทันสมัย
ส่วนเรื่องของกฎหมาย นายปกรณ์ ชี้ว่าระบบกฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงช้ามากไม่ทันสมัยมากนัก ฉะนั้นสิ่งที่พยายามทำคือการปรับกฎหมายให้ทันสมัย ซึ่งหากเทียบกับต่างประเทศก้าวหน้ากว่าเราไป 4 ยุคแ แต่ระบบกฎหมายไทยยังคงเหมือนเดิม เพราะหลักการออกกฏหมายจะทันสมัย ณ ช่วงเวลาที่มีการบังคับใช้ แต่เมื่อเวลาเคลื่อนไปมันจะไม่ทัน ฉะนั้นสิ่งที่ทำควรจะต้องแก้กฎหมาย
“นางฟ้าอยู่ในหลักการ ซาตานอยู่ในรายละเอียด เช่น พ.ร.บ.หลักการดีมาก แต่กฎกระทรวงที่ไปกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ต่างๆ เยอะแยะนั้นคือซาตาน ฉะนั้นนโยบายรัฐบาลเรื่องกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด คือการรีวิวกฎหมายลำดับรองที่มีประมาณ 7,600 ฉบับ ให้ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริการ ซึ่งนี่จะเป็นหัวใจสำคัญตัวชี้วัดการพัฒนาประสิทธิภาพของราชการจริงๆ ในอนาคต”
รองนายกฯ ย้ำว่า เวลาคิดดกฎหมาย ไม่ใช่อยู่ๆเวลาคิดอยากจะมี แต่ควรมีการคิดวิเคราะห์ตลอดเวลา เพื่อให้กฎหมายทันสมัยและเข้ากับทุกภาคส่วน
พัฒนาอย่างยั่งยืน สู่ผลลัพธ์ที่ดี
ส่วนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นายปกรณ์ กล่าวว่า ถ้าประเทศไทยได้มาตรฐาน OECD ก็จะทำให้ระบบภาษีอากร ระบบการคลัง ระบบสวัสดิการสังคม ระบบการค้าขาย เข้าสู่มาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม 38 ประเทศสมาชิกโดยสภาพ ทำให้การเจรจาค้าขายง่ายขึ้น นี่จนเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้มุ่งมั่นกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD
สุดท้ายสิ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือ หลักนิติธรรม เพราะระบบกฎหมายทั่วโลกด้านการค้าการลงทุนไม่มีใครอยากขนเป็นมาทิ้งในประเทศที่ไม่มีหลักนิติธรรม
นายปกรณ์ ย้ำว่า ต้องรักษาสมดุลในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เพราะหลักการพัฒนาจริงๆ คือเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งปัจจุบันมีการพูดถึงน้อยมาก โดยจะต้องมองในองค์รวมแล้วจะทำให้ตามมาด้วยผลลัพธ์ที่ดี
