Skip to content

ตลาดส่งออกลำไย 1.2 หมื่นล้านสะเทือน จีนเบรกนำเข้าเอกชนไทย 66 ราย

12 ส.ค. 2564 | 18:35น.
ตลาดส่งออกลำไย 1.2 หมื่นล้านสะเทือน จีนเบรกนำเข้าเอกชนไทย 66 ราย

เอกชนอ่วม จีนเบรกนำเข้าลำไยเอกชนไทย 66 ราย หลังตรวจพบศัตรูพืช “กรมวิชาการเกษตร” โดดลุยเจรจากรมศุลกากรจีนขอปลดล็อกด่วน เสนอแนวทางเร่งจัดเกรดโรงคัดแยกและบรรจุ คาดสัปดาห์หน้าได้ข้อสรุปหวังไม่กระทบกับการรับซื้อผลผลิตเชียงใหม่-ลำพูน ด้านพาณิชย์สั่ง “ทูตพาณิชย์” ช่วยประสานอีกทาง พร้อมทำตลาดส่งออกเวียดนาม กัมพูชา อินเดีย เสริมทัพทันที

วันที่ 12 สิงหาคม 2564 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมได้ประชุมร่วมกับศุลกากรจีน เพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องการส่งออกลำไย ภายหลังจากทางจีนแจ้งว่าได้มีการตรวจเจอศัตรูพืชปะปนไปในลำไย ตามมาตรการที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 จำนวน 114 ครั้ง จากผู้ประกอบการซึ่งเป็นโรงคัดแยกและบรรจุลำไยทั้งหมด 66 ราย ซึ่งเป็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 11 ราย ลำพูน 26 รายจันทบุรี 28 ราย และสระแก้ว1ราย จึงได้ระงับการนำเข้าลำไยทันที ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2564

พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ
พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ

“การตรวจสอบพบศัตรูพืชในสินค้าลำไยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่ต้นปี 2564 ซึ่งตามพิธีสารระหว่างไทยและจีนเรื่องการส่งออกผลไม้ ตกลงกันว่าจะต้องมีการสุ่มตรวจผลไม้ 3% ของตู้ แต่กฎระเบียบของจีนจะแตกต่างจากตลาดส่งออกอื่น คือ เมื่อเจอจีนจะระงับการนำเข้าก่อนแล้วค่อยแจ้งไทยทีหลัง ถ้าเป็นตลาดยุโรปหากตรวจเจอแล้วจะแจ้งก่อนให้เราปรับปรุงแล้วจึงมีมาตรการทีหลัง”

สำหรับแนวทางการแก้ไขตามพิธีสารไทยต้องจัดทำเรื่องรายละเอียดมาตรการการจัดการปัญหานี้ เพื่อให้ทางการจีนพิจารณา ว่าเราจะจัดการตัวเองอย่างไร

“ทางกรมได้ประสานไปแล้ว ในการหารือครั้งนี้ ไทยเสนอให้มีปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ โดยการจัดเกรดผู้ประกอบการโรงคัดแยกและบรรจุ 66 ราย เพราะหากถ้าระงับการนำเข้าทั้งหมดอาจจะถือว่าไม่เป็นธรรมเพราะบางรายตรวจสอบพบสัดส่วนน้อยมาก เช่น ส่งออก 200 ตู้เจอ 6 กลุ่มตัวอย่าง เป็นต้น น้อยกว่า 3%“

พร้อมกันนี้ กรมได้ส่งผลการจัดเกรด โรงคัดแยกบรรจุไปให้ประกอบ โดยโรงคัดแยกบรรจุ 66 รายดังกล่าว แบ่งเป็น ที่พบมากกว่า 3% มีเพียง 14 ราย คือ ในกลุ่มของจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนมี 10 แห่งจากทั้งหมด 37 แห่ง จังหวัดจันทบุรี มี 4 แห่งจากทั้งหมด 28 แห่ง เท่ากับว่าผู้ประกอบการที่เหลือ 55 ราย เป็นกลุ่มที่สุ่มตรวจพบ น้อยกว่า 3% ดังนั้น จึงควรปลดล็อกให้กลุ่มนี้ก่อน ส่วนกลุ่มที่มากกว่า 3% ก็ควรจะให้ดำเนินมาตรการเข้มงวดต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นจะมีทั้งการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบศัตรูพืช การแจ้งเจ้าหน้าที่ตามลำดับต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตไทยเสนอขอให้ขยายสัดส่วนการสุ่มตรวจจาก 3% เป็น 5% รวมถึงขอให้ทางการจีนแจ้งไทยก่อน หากตรวจเจอปัญหานี้ เพื่อให้ไทยดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหากทำไม่ได้จึงค่อยระงับการนำเข้าด้วย ทั้งนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการภายในประเทศ ทางกรมจะประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงคัดแยกและบรรจุลำไย 37 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เพราะหากไม่เร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว จะส่งผลกระทบต่อการรับซื้อผลผลิตลำไยในโซนพื้นที่สองจังหวัดนี้ที่กำลังออกสู่ตลาด ส่วนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้วขณะนี้ยังไม่มีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาด

“ผู้ประกอบการ 66 รายที่ถูกห้ามนำเข้าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นผู้รับซื้อคิดเป็นสัดส่วน 60% ของตลาดลำไย ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งเป็นรายใหญ่การสุ่มตรวจสอบก็จะยิ่งมากและยิ่งทำให้เกิดการพบศัตรูพืชได้มากเช่นกัน ฉะนั้น ก็จะต้องให้เวลา ปรับปรุงและดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดเพราะหากโรงคัดบรรจุไม่สามารถจะส่งออกได้ก็จะส่งผลกระทบต่อการรับซื้อลำไยและราคาลำไยได้”

ด้านนายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กล่าวว่า ผลผลิตลำไยที่กำลังทยอยออกตลาดช่วงนี้กำลังประสบปัญหาตลาดส่งออก เพราะ ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ประกาศระงับนำเข้าลำไยจากผู้ส่งออกไทยรวมทั้งหมด 66 บริษัท ซึ่งจะมีผลระงับการส่งออกในวันที่ 13 ส.ค. 2564 แบบไม่มีกำหนด โดยทางการจีนให้เหตุผลว่าลำไยที่ส่งออกจากบริษัทของไทยไม่ได้มาตรฐาน มีการตรวจพบเพลี้ยแป้งในลำไย ซึ่งถือเป็นผลกระทบอย่างหนัก เพราะภาคเอกชนไม่ได้มีการเตรียมตัวต่อการรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงภาครัฐไม่ได้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องที่จีนห้ามนำเข้าลำไยจากไทยเนื่องจากพบเพลียแป้ง จึงได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ประสานทูตเกษตรให้เจรจากับทางการจีนผ่อนผันการบังคับใช้ไปก่อน เนื่องจากเป็นการดำเนินการอย่างกะทันหัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหากการเจรจาไม่ได้ผลจะกระทบกับการส่งออกลำไย เพราะการส่งออกลำไยไปจีนมีสัดส่วนถึง 70-80% ดังนั้น กรมได้เร่งปรับแผนการส่งออกผลไม้ ล่าสุดเตรียมจัดเจรจาการค้าออนไลน์กับเวียดนาม เพื่อหาตลาดทดแทนการส่งออกไปจีน นอกจากนี้ มีแผนจะจัดอินสโตร์โปรโมชั่น ที่กัมพูชา และอินเดีย

“ได้รับแจ้งว่าจีนจะมีการระงับการนำเข้าลำไยจากไทยเมื่อ 2 วันก่อน และได้สั่งการให้มีการเจรจากับทางการจีนก่อนเพื่อให้ผ่อนผัน และเพื่อไม่ให้มีผลต่อการส่งออกจึงปรับแผนส่งเสริมการส่งออกด้วยการหาตลาดในอาเซียนที่มีศักยภาพมารองรับเพิ่มแล้ว”

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ภาพรวมการส่งออกลำไยในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่า 7,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 คิดเป็นสัดส่วน 83.5% หรือมีมูลค่า 6,430 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในปี 2563 ทั้งปีมีมูลค่า 16,844.24 ล้านบาท หดตัว 19% ซึ่งเป็นการส่งออกไปตลาดจีนอันดับหนึ่งมูลค่า 12,660 ล้านบาท ขยายตัว 30.58%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดลำไย