อีกไม่กี่วันจะย่างเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ “ลำไย” ภาคตะวันออกจะให้ผลผลิตสูงที่สุด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีระบุว่า ปี 2568 จันทบุรี มีพื้นที่ปลูกลำไยมากกว่า 141,000 ไร่ คาดการณ์จะมีผลผลิตรวมกว่า 370,000 ตัน โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม 2568-มกราคม 2569 ผลผลิตจะออกมากถึง 80% ประมาณ 300,000 ตัน ขณะที่ภาพรวมสถานการณ์การส่งออกลำไยไปตลาดหลักจีนยังคงตึงเครียด
หลังจากที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน ได้แจ้งเปลี่ยนเกณฑ์การตรวจกลุ่มผลไม้สดทั้งหมด ทุกประเทศที่นำเข้า ตามมาตรฐาน GB 2760-2024 มีผลทำให้ “ลำไย” ของไทยที่ส่งไปจีน จากถูกตรวจเฉพาะ “เนื้อลำไย” ต้องมีปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถัน ตกค้างสูงสุดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ppm) แต่กฎระเบียบใหม่ต้องถูกตรวจทั้งผล ทั้งเปลือก และเนื้อนำมาปั่นรวมกัน ต้องมีปริมาณสารซัลเฟอร์สูงสุดไม่เกิน 50 ppm
โดยหลักเกณฑ์นี้ จีนได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2566 แต่เพิ่งมีหนังสือแจ้งมาถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 และมีการสุ่มตรวจอย่างเข้มงวดโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
ทำให้ “จันทบุรี” หนึ่งในจังหวัดภาคตะวันออกที่มีการปลูกลำไยมากถึง 252,276 ไร่ ปี 2568 คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตมากที่สุด อ.สอยดาว 202,214 ตัน รองลงมา อ.โป่งน้ำร้อน 168,703 ตัน เริ่มให้ผลผลิตสิงหาคม 2568 เป็นต้นมา
ดังนั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีได้จัดเสวนาเรื่อง “ฝ่าวิกฤตลำไยจันท์ ก้าวต่อไปอย่างไรดี” ที่สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด อ.สอยดาว จ.จันทบุรี โดยนางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี เขต 3 เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของการส่งออกลำไยไทย คือ มาตรการใหม่ของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ซึ่งได้ยกระดับการตรวจสอบคุณภาพลำไย จากเดิมตรวจเฉพาะ “เนื้อลำไย” เป็น “เปลือกและเนื้อรวมกัน”
โดยต้องมีสารซัลเฟอร์ไม่เกิน 50 ppm รวมทั้งมาตรการที่เข้มงวดปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐาน (MRL) และการพบเพลี้ยแป้งปนเปื้อนในลำไย ซึ่งอาจถูกระงับการนำเข้าทันที จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรผู้ประกอบการปรับตัวตามมาตรฐานใหม่ เพื่อรักษาตลาดส่งออกและรายได้ของจังหวัด
หลายล้งเสี่ยงถูกระงับส่งออก
นางสาวญาณธิชากล่าวต่อไปว่า แม้ภาพรวมของการยกระดับมาตรฐานจะเป็นเป้าหมายระยะยาว แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะ “เปลือกและเนื้อรวมกัน” ต้องมีสารซัลเฟอร์ไม่เกิน 50 ppm ซึ่งจีนเข้มงวดมากขึ้นในปีนี้ หลายล้งเสี่ยงถูกระงับส่งออก ขณะที่ซัลเฟอร์มีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อยืดอายุลำไยในการขนส่งระยะไกล และยังไม่มีสารอื่นทดแทนได้ในเวลานี้ ดังนั้น แนวทางระยะสั้นคือการลดปริมาณซัลเฟอร์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และรอผลการเจรจาระหว่างภาครัฐกับทางการจีน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อขอผ่อนปรนมาตรฐานชั่วคราวในฤดูกาลนี้
“ปัญหาสำคัญคือ ถ้าใช้ซัลเฟอร์ไม่ได้ จะทำอย่างไรในเมื่อยังไม่มีสารอื่นทดแทน และประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา หรือเวียดนาม จีนใช้มาตรฐานเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ไทยได้เปรียบคือชื่อเสียงและคุณภาพที่สั่งสมมานาน ซึ่งควรรักษาไว้ด้วยการผลิตที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน”
วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสของลำไยในตลาดจีน คือ “จุดเปลี่ยน” ที่ต้องปรับตัว “แม้จีนจะตั้งเงื่อนไขนำเข้าลำไยไทยเข้มงวดขึ้น แต่ตลาดยังเปิดกว้าง เพราะด้วยประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และกำลังซื้อของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น และลำไยเป็นผลไม้ส่งออกสำคัญของภาคตะวันออก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่ไม่ใช่วิกฤตที่จะปิดตลาด แต่คือ ‘สัญญาณเตือน’ ให้ทุกฝ่ายทั้งเกษตรกร ล้ง ผู้ส่งออก และหน่วยงานรัฐต้องร่วมกันยกระดับระบบการผลิตให้ทันต่อมาตรฐานโลก เพื่อให้ลำไยยืนหนึ่งในตลาดจีนต่อไป
สวน-ล้งเร่งปรับตัวรับกฎใหม่
นายอลงกฎ อุทัยกิจ ผู้อำนวยการกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 6 ชี้แจงว่า การยกระดับมาตรฐาน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเป็นเรื่องสำคัญ เกษตรกรต้องเรียนรู้การใช้สารเคมีอย่างถูกวิธีตามระยะเวลาหยุดพ่น (PHI) ที่ระบุในฉลากยา และหันมาใช้สารทางเลือกหรือชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่า พร้อมส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกในภาคตะวันออกกว่า 90% ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่จีนยอมรับและต้องการให้ทุกสวนเข้าสู่ระบบ เพื่อควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
สารเคมีที่จีนห้ามใช้เด็ดขาด ได้แก่ โอเมโทเอต, คาร์โบฟูราน, ฟิโพรนิล และอะซิเฟต ไซเพอร์เมทริน (Cypermethrin) เป็นสารที่มักตกค้างเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วเกินไป ซึ่งต้องเว้นระยะ 8-10 วัน เพื่อให้สารสลายตัวตามธรรมชาติและไม่เกินค่ามาตรฐานที่จีนกำหนด ส่วนศัตรูพืชอย่าง “เพลี้ยแป้ง” ในขั้นตอนคัดบรรจุหากตรวจพบแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ลำไยถูกตีกลับ
ดังนั้นเกษตรกรต้องมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมดูแลสวนให้สะอาด และผู้ประกอบการ โรงคัดบรรจุ หรือ “ล้ง” ต้องเข้มงวดมากขึ้นในขั้นตอนตรวจคัดคุณภาพ ป้องกันการปนเปื้อนเพลี้ยแป้งหรือสารตกค้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า