เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TDRI เตือนไทยเสี่ยงเสียแชมป์ส่งออกมัน
Economic TDRI เตือนไทยเสี่ยงเสียแชมป์ส่งออกมัน
ซีอีโอโซนี่ย้ำสายใยมนุษย์​สำคัญกว่า AI
Business ซีอีโอโซนี่ย้ำสายใยมนุษย์​สำคัญกว่า AI
คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
Economic คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
เอกนิติ เผยเจรจา 4 บริษัทใหญ่จีน ดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน เล็งไทยเป้าหลักตั้งฐานการผลิต
Economic เอกนิติ เผยเจรจา 4 บริษัทใหญ่จีน ดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน เล็งไทยเป้าหลักตั้งฐานการผลิต
‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
Columns ‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
‘ข่าวดี’ ของใคร ?
Columns ‘ข่าวดี’ ของใคร ?
บลูมเบิร์ก เผย ไทยเบฟ เล็งขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในไทย
Business บลูมเบิร์ก เผย ไทยเบฟ เล็งขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในไทย
“นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ” ทำไทยเสียโอกาสเศรษฐกิจ กว่า 3 แสนล้าน ชงรัฐยกเครื่องเรือนจำ
Economic “นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ” ทำไทยเสียโอกาสเศรษฐกิจ กว่า 3 แสนล้าน ชงรัฐยกเครื่องเรือนจำ
พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
Tech พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
SD เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
ดูทั้งหมด

ทริสหั่นเครดิต BJC แผนลดหนี้ล่าช้าแบกภาระ 2 ปี

20 ส.ค. 2564 | 07:43น.
บิ๊กซี BJC

“ทริสเรทติ้ง” ปรับลดอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “เบอร์ลี่ ยุคเกอร์” เป็น “A” จาก “A+” และเปลี่ยนแนวโน้ม เป็น “stable” จาก “negative” จากแผนการลดหนี้ที่ล่าช้าออกไป ส่งผลให้บริษัทต้องแบกภาระหนี้ระดับสูงไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า

รายงานจากทริสเรทติ้งเปิดเผยว่า ทริสเรทติ้งได้ปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เป็นระดับ “A” จากเดิม “A+” และเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “stable” หรือ “คงที่” จากเดิม “negative” หรือ “ลบ”

โดยการลดอันดับเครดิตในครั้งนี้สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินการลดหนี้ของบริษัท และแนวโน้มที่บริษัทจะยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงต่อไปในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จนไม่สอดคล้องกับอันดับเครดิตในระดับก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะในการแข่งขันที่แข็งแกร่งและผลงานที่ได้รับการยอมรับในธุรกิจหลักของบริษัท อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีปัจจัยลดทอนจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจค้าปลีกและรายได้จากค่าเช่า ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออันเกิดจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำหรับประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิตมาจากแผนการลดหนี้ที่ล่าช้า และมีหนี้สินทางการเงินคงอยู่ในระดับสูงอย่างยาวนาน โดยอันดับเครดิตของบริษัทมีข้อจำกัดจากการมีความเสี่ยงทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือน มิ.ย. 2564 หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัท ซึ่งรวมถึงหนี้สินทางการเงินที่เกิดจากสัญญาเช่า มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเกือบ 1.63 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงตั้งแต่มีการซื้อกิจการของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (Big C) ในปี 2559 โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 8.3 เท่า ณ สิ้นปี 2563 และ 8.1 เท่า ณ เดือน มิ.ย. 2564

ทริสเรทติ้งชี้ว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะลดระดับหนี้ลงให้ได้ภายในปี 2564 อย่างไรก็ตาม แผนการลดหนี้ที่บริษัทกำลังศึกษาแนวทางอยู่นั้นต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าระดับภาระหนี้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.55-1.6 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้าเมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่บริษัทต้องใช้ในการขยายสาขาร้านค้าปลีกและขยายกำลังการผลิต

ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งก็คาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะอ่อนแอลงในปี 2564 อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ แต่ก็คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาในได้ช่วงระหว่างปี 2565-2566 ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายสุทธิที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 8-9 เท่า ในระหว่างปี 2564-2565 และจะลดลงต่ำกว่าระดับ 7 เท่า ในปี 2566

ทั้งนี้ ในปี 2563 ผลการดำเนินงานของบิ๊กซีได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป และสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากยอดขายจากสาขาเดิมของบิ๊กซี ที่หดตัวลดลง 15.3% จากปี 2563 และลดลงที่ระดับ 17.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564

ในขณะเดียวกัน รายได้ค่าเช่าของบิ๊กซียังได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดของรัฐบาล โดยร้านค้าที่เช่าพื้นที่ของบิ๊กซีจำนวนมากต้องปิดเป็นการชั่วคราวในช่วงการประกาศมาตรการดังกล่าว รายได้ค่าเช่าของบิ๊กซี ในปี 2563 ลดลง 23% จากปีก่อน เนื่องจากบิ๊กซีมีการผ่อนผันค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าบางส่วนในช่วงมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ในขณะที่การปิดร้านค้าของผู้เช่าบางส่วนได้ส่งผลทำให้อัตราการเช่าพื้นที่ลดลง

โดยในมุมมองของทริสเรทติ้งคาดว่า แนวโน้มของธุรกิจค้าปลีกของบริษัทในปี 2564 น่าจะยังคงอ่อนแอ โดยสมมุติฐานพื้นฐานคาดว่า ยอดขายจากสาขาเดิมของบิ๊กซีจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ในขณะที่รายได้ค่าเช่าจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลายระลอก

นอกจากนี้ ภายใต้สมมุติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่า รายได้จากการดำเนินงานของบริษัทในปี 2564 จะลดลงประมาณ 10% จากปี 2563 อย่างไรก็ตาม คาดว่ารายได้จากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจสินค้าและบริการเวชภัณฑ์ในปี 2564 จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการแพร่ระบาดหลายระลอก

ทั้งนี้ ธุรกิจที่หลากหลายน่าจะช่วยบรรเทาความรุนแรงจากผลกระทบในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงได้บ้าง ส่วนด้านสภาพคล่อง ประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทจะอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทริสเรทติ้ง