เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ครม.ไฟเขียวงบเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
Politics ครม.ไฟเขียวงบเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
Biz Movement JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
Finance ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย’
Politics ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย’
วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
Biz Movement วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
Finance กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
ก.ล.ต. เปิดปมเครือข่ายข้ามชาติ อำพรางถือหุ้น VGI เกิน 25% เลี่ยงเทนเดอร์ฯ
Finance ก.ล.ต. เปิดปมเครือข่ายข้ามชาติ อำพรางถือหุ้น VGI เกิน 25% เลี่ยงเทนเดอร์ฯ
แอดไวซ์ คว้า ‘Best Places to Work 2026’ ตอกย้ำองค์กรตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
Economic แอดไวซ์ คว้า ‘Best Places to Work 2026’ ตอกย้ำองค์กรตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
รัฐคาดเทงบฯ ครม.สัญจร อุดรฯ ไม่ถึงพันล้าน ‘อนุทิน’ จี้รัฐมนตรีช่วยภาคเกษตร
Politics รัฐคาดเทงบฯ ครม.สัญจร อุดรฯ ไม่ถึงพันล้าน ‘อนุทิน’ จี้รัฐมนตรีช่วยภาคเกษตร
ธุรกิจใหม่ 9 เดือน แตะ 6.8 หมื่นราย โต 1.4% แต่ยอดเลิกกิจการพุ่ง 16%
Economic ธุรกิจใหม่ 9 เดือน แตะ 6.8 หมื่นราย โต 1.4% แต่ยอดเลิกกิจการพุ่ง 16%
ดูทั้งหมด

คำเตือนจาก “เอดีบี” “โลกร้อน” ทำเศรษฐกิจเอเชียเสี่ยง

19 ก.ค. 2560 | 19:43น.

ยิ่งภาวะอากาศปรวนแปรไปในทางสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์ก็เริ่มตระหนักมากขึ้นตามไปด้วยว่า คำเตือนของนักวิทยาศาสตร์เรื่องภาวะ “โลกร้อน” จะก่อให้เกิดปัญหาระดับวิกฤตต่อมนุษยชาตินั้นน่าจะเป็นจริงมากขึ้นทุกที ที่น่าคิดก็คือ ยิ่งนับวัน คำเตือนที่คิดกันว่าน่าจะเป็นจริงนั้น กลับแย่ลงเรื่อย ๆ เช่นกัน

ล่าสุดเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จัดพิมพ์เผยแพร่รายงานล่าสุด ซึ่งทางเอดีบีร่วมกับสถาบันพอตสดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบจากภูมิอากาศ จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก หรือที่เรียกกันว่าภาวะโลกร้อนต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยเฉพาะ

การประเมินความเสี่ยงดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานของการ “ไม่ทำอะไรเลย” ของทุกคนในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลให้เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ (ปี ค.ศ. 2100) เชื่อว่า อุณหภูมิของแผ่นดินใหญ่เอเชียโดยรวมจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 6 องศาเซลเซียส บางพื้นที่ บางประเทศ อุณหภูมิเฉลี่ยอาจสูงขึ้นมากกว่านั้น อาทิ ทาจิกิสถาน, อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน และพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน

ทางสถาบันคาดการณ์ว่าอุณหภูมิ ณ สิ้นศตวรรษจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยอีก 8 องศาเซลเซียสที่แน่นอนที่สุดภาวะดังกล่าวทำให้เกิดขึ้นก็คือ ระบบอากาศในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ตั้งแต่การทำเกษตรกรรมและการทำประมง, ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งบนบกและในน้ำ, การค้า, การพัฒนาชุมชนเมือง, การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน และสุขภาพ เรื่อยไปจนถึงก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงทั้งภายในประเทศและในระดับภูมิภาค

“รุนแรงถึงขนาดอาจเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดสำหรับบางประเทศอีกด้วย” เอดีบีย้ำ

พื้นที่แผ่นดินส่วนใหญ่ของเอเชียจะมีฝน (รวมถึงหิมะ) ตกหนักเพิ่มมากขึ้นกว่า 50% แต่จะกลับตรงกันข้ามในบางประเทศ อย่างเช่น ปากีสถานและอัฟกานิสถาน ปริมาณฝนจะน้อยลงไปอีกราว 20-50% จากระดับปัจจุบัน เมืองใหญ่ 19 เมืองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะตกอยู่ในสภาพเสี่ยงกับ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากระดับทุกวันนี้ถึง 1 เมตร

โดยใน 19 เมืองนั้น 7 เมืองตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ประเทศที่จะประสบกับปัญหาน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเลจนได้รับผลกระทบมากที่สุดตามการประเมินของสถาบันพอตสดัมกลับเป็น “อินโดนีเซีย”

ข้อมูลของสถาบันพอตสดัม ยังระบุอีกด้วยว่า 13 เมืองจาก 20 เมืองแรกสุดที่จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดจากภาวะน้ำท่วมประจำปีระหว่างปี 2005-2050 อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกครั้งใหญ่ดังกล่าว จะส่งผลให้การผลิตอาหารในภูมิภาคนี้ยากลำบากมากขึ้น และจะส่งผลให้ราคาธัญญาหารในภูมิภาคสูงขึ้นตามไปด้วย จากการประเมินทางวิชาการพบว่า บางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลผลิตข้าวที่ได้แต่ละปีจะลดลงอย่างฮวบฮาบถึง 50% ภายในปี 2100 หากยังไม่มีความพยายามปรับเปลี่ยนใด ๆ

ระบบนิเวศวิทยาทางทะเล โดยเฉพาะในบริเวณแปซิฟิกตะวันตกจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงเมื่อสิ้นศตวรรษ สาเหตุเพราะอุณหภูมิน้ำสูงขึ้น ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำเพียง 1.5 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้ปะการัง 89% เกิดภาวะฟอกขาวรุนแรง ทำลายห่วงโซ่เชิงนิเวศที่เกี่ยวพันไปถึงการทำประมง และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในปี 2050 คาดว่าปริมาณการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อนของอากาศในหมู่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ราย ต่อปีจากการประเมินขององค์การอนามัยโลก ในขณะที่ความตายจากโรคที่มีแมลงเป็นพาหะ อาทิ มาลาเรียและไข้เด็งกี จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ภาวะโลกร้อนจะส่งผลคุกคามความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคยังคงพึ่งพาพลังงานที่ได้จากฟอสซิล ซึ่งถือเป็นพลังงานไม่ยั่งยืนอยู่ต่อไป แต่ศักยภาพของโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากความร้อนก็ลดลง เนื่องจากขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ในการหล่อเย็น เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำก็จะเป็นปัญหาเนื่องจากภาวะไม่แน่นอนของการปล่อยมวลน้ำและปัจจัยอื่น ๆ

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นคำเตือนจากเอดีบีว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกทั้งหมด กลายเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในแง่ที่จะได้รับผลกระทบในระดับหายนะจากภาวะโลกร้อน และเพราะภูมิภาคนี้เป็นที่อยู่ของประชากรยากจน 2 ใน 3 ของประชากรยากจนทั้งโลก ทำให้ความเสี่ยงที่จะตกลงสู่ความยากจนลึกลงไปอีก ทำลายพัฒนาการทั้งหลายที่สั่งสมมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ไปเพราะภาวะโลกร้อนก็มีมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ

ทางออกจึงหนีไม่พ้นเร่งดำเนินการตามเป้าหมายการลดอุณหภูมิโลกลงให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด พร้อมกับเร่งศึกษาหามาตรการรับมือและบรรเทาผลกระทบเหล่านั้นให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาวะโลกร้อน โลกร้อน