เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ศุภจี” เช็กสต๊อก CP All ยันสินค้าพอ ตั้ง War Room เร่งกระจายทั่วพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มราคาสินค้าจำเป็น
Economic “ศุภจี” เช็กสต๊อก CP All ยันสินค้าพอ ตั้ง War Room เร่งกระจายทั่วพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มราคาสินค้าจำเป็น
กทม.เปิดเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ ยื่นออนไลน์แอพพ์ “ทางรัฐ–กทม.”
News กทม.เปิดเยียวยาน้ำท่วม 2 ระบบ ยื่นออนไลน์แอพพ์ “ทางรัฐ–กทม.”
เกษตรฯ เตรียมรับฝนหนัก 4-7 และ 9-12 ต.ค. แบ่ง 4 พื้นที่เสี่ยง ระดมเรือ-เครื่องสูบน้ำสแตนด์บาย 24 ชม.
Economic เกษตรฯ เตรียมรับฝนหนัก 4-7 และ 9-12 ต.ค. แบ่ง 4 พื้นที่เสี่ยง ระดมเรือ-เครื่องสูบน้ำสแตนด์บาย 24 ชม.
“ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุดช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี เร่งคุมสินค้า–ราคา เตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด
Economic “ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุดช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี เร่งคุมสินค้า–ราคา เตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด
กทม.เร่งสูบน้ำ “ฝั่งตะวันออก” โยกเครื่องช่วย“ลาดกระบัง” พร่องแก้มลิงรับฝนระลอกใหม่
News กทม.เร่งสูบน้ำ “ฝั่งตะวันออก” โยกเครื่องช่วย“ลาดกระบัง” พร่องแก้มลิงรับฝนระลอกใหม่
มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
Automotive มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
“แมคโดนัลด์” เปิดธุรกิจโฆษณา ต่อยอด 1.4 หมื่นสาขาสู่ช่องทางสื่อ
Business “แมคโดนัลด์” เปิดธุรกิจโฆษณา ต่อยอด 1.4 หมื่นสาขาสู่ช่องทางสื่อ
ยศชนัน งัดเทคโนโลยี-บิ๊กดาต้า รับมือวิกฤตน้ำเหนือ เล็งปรับโครงสร้างชุมชน
Politics ยศชนัน งัดเทคโนโลยี-บิ๊กดาต้า รับมือวิกฤตน้ำเหนือ เล็งปรับโครงสร้างชุมชน
เดิมพันใหม่ธุรกิจประกันไทยนายกสมาคมเปิดใจรับมือ ‘ภัยพิบัติ’
Finance เดิมพันใหม่ธุรกิจประกันไทยนายกสมาคมเปิดใจรับมือ ‘ภัยพิบัติ’
ปิดฉากนิมิบุตร-ศุภชลาศัย คืนที่ดินจุฬาปั้น ‘คลองหก’
Real Estate ปิดฉากนิมิบุตร-ศุภชลาศัย คืนที่ดินจุฬาปั้น ‘คลองหก’
ดูทั้งหมด

ศุภชัย เจียรวนนท์ “ซี.พี.แนะเอสเอ็มอีพลิกวิกฤตสู้โควิด”

29 ก.ย. 2564 | 13:26น.

“ซี.พี.” โมเดลต้นแบบปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจสู้วิกฤต แนะเอสเอ็มอีพลิกสร้างโอกาส ชูจุดแข็งสินค้าที่มีศักยภาพลุยตลาดเป้าหมายจีน-อินเดีย ย้ำหลังโควิด “ทรัพยากรบุคคล-ข้อมูล” เป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุด แนะรัฐ “ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ” ดึงลงทุนสู่ EEC-SEC เร่งอัพเกรดเทคโนโลยี ปั้นไทยเป็นฮับการศึกษา หนุนสตาร์ตอัพ 

วันที่ 29 กันยายน 2564 “นายศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ CP บรรยายพิเศษในหัวข้อ ธุรกิจ-สังคม สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด” ในงานสัมมนา “สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด” ที่จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงยุคโควิดในมุมมองของตนนั้น ว่า ในต่างประเทศอย่างอเมริกา ยุโรปเข้าระยะ 3 คือ การเริ่มฟื้นตัว ส่วนตอนนี้ประเทศไทยน่าจะพ้นระยะที่ 2 มาแล้วยังอยู่ในภาวะที่ยังไม่ใช่ระยะ 3 เพราะติดปัญหาเรื่องของวัคซีนว่าทำยังไงให้ฉีดได้ถึง 70-80% ของประชากรให้เร็วที่สุด 

สำหรับโควิด-19 เครือ ซี.พี.เป็นอะไรที่สาหัสไหมนั้นเรียกว่ากระทบทุกองค์กร แต่อาหารน่าจะกระทบน้อยที่สุด แต่เราจะเห็นผลกระทบได้อีกไม่เกิน 5 ปี สิ่งที่ต้องทำคือปรับตัวเยอะมากและถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นปกติไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ต้องกรอบความคิดให้ได้ว่าหลายอย่างไม่เหมือนเดิม เพื่อให้มีโอกาสมากขึ้น เอาสถานการณ์นี้มาเปลี่ยนให้เราเข้มแข็งขึ้น ถ้าไม่ทำก็ถือว่าเป็นความผิดพลาด การปรับตัวเราทำงานหนักขึ้น แต่มองว่าวิกฤตเป็นโอกาสทำให้เราเข้มแข็งขึ้น  

ปรับตัวต้อง “ทำทันที”

สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนเวลาเราเจอกับสถานการณ์แบบนี้ คือ ก่อนอื่น เราต้องเซฟลูกค้า รักษาพนักงาน และครอบครัวเขาอย่างไรให้พ้นวิกฤตได้ อันนี้ คือ สิ่งที่เราต้องทำทันที โอเปอเรชั่นของเราอย่างเรื่องอาหาร เราต้องมีการกักตัว หรือกระบวนการทำให้พนักงานในโรงงานไม่ติดโควิด ต้องอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยจากโควิด เป็นต้น 

กรณีค้าปลีกต้องปรับเปลี่ยนในบางพื้นที่ปิดเร็วไม่มีนักท่องเที่ยว เราก็ต้องปรับ  เพราะไม่มีนโยบายปรับลดพนักงาน ต้องเดินหน้าต่อ ออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ ส่งถึงบ้าน โดยเฉพาะโลจิสติกส์เป็นเรื่องสำคัญมาก ล้วนเป็นเรื่อนที่เราปรับเปลี่ยนทั้งหมด โยกย้ายพนักงานไปทำเรื่องใหม่ก็ปรับตัวหลายอย่าง 

หรือด้านโทรคมนาคม รายได้จากนักท่องเที่ยวมีมูลค่าหายไป 7-8% ขณะเดียวกันคนก็หันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มีบวกมีลบ เราก็ต้องทำ “โซลูชั่นด้านซอฟต์แวร์” เพื่อให้คนทำงานที่บ้านได้ เรียนหนังสือที่บ้าน หาหมอออนไลน์จากบ้าน ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ช่วยแก้ไขปัญหา ธุรกิจด้วย ถือเป็นการเข้าปฏิรูปหรือทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนมากขึ้น เพราะวิถีชีวิต วิถีธุรกิจคนเปลี่ยนไป  

เราก็ต้องมองภาพระดับภูมิภาคมากขึ้น เรามีธุรกิจในหลายประเทศกว่า 20 ประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะในภาคพื้นเอเชีย เราก้ต้องมองตลาดที่เหลือปรับจตัวอะไรบ้างปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ธุรกิจซึ่งได้คุยกันมาตลอดกับทุกหน่วยธุรกิจ  

SMEs อยู่ไม่ได้ รายใหญ่อยู่รอด 

ผมมองว่าไม่ใช่ว่าเอสเอ็มอีอยู่ไม่รอดแล้วรายได้ใหญ่ไปรอด ถ้าเรามองว่าอุตสาหกรรมที่ได้ผลบวกจากโควิด-19 อย่างอีคอมเมิร์ซผู้เล่นที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริง คือ ผู้เล่นระดับโลกอย่าง ลาซาด้า ช้อปปี้ อเมซอน อาลีบาบา ซึ่งกลับทำให้ค้าปลีกในประเทศโมเดิร์นเทรดทำงานหนักขึ้น หันไปออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นได้รับผลกระทบทั้งหมด จริง ๆ ทั่วโลกได้รับผลกระทบหมด อุตสาหกรรมทั่วโลกกระทบหมด ยกเว้น ธุรกิจออนไลน์อีคอมเมิร์ซ และ Tech Industry จากการที่คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก อย่างอเมริกา ขณะที่ทุกอุตสาหกรรมถดถอยยากจะเติบโต ถ้ามองประเทศที่เป็นทุนใหญ่ที่สุดก็ยังเหนื่อยเลย

การช่วยเหลือสังคมของ ซี.พี.

เรามีความสามารถเรื่องการผลิตเพราะผลิตอาหารโรงงานมีความสะอาด เรามี “โครงการครัวปันอิ่ม” แจกอาหาร 1 ล้านกล่อง และร่วมร้านอาหารขนาดเล็กอีกว่าพันกว่าร้าน ให้ทุนสนับสนุนทุนเขาทำอาหารแจกในชุมชนรวม  2 ล้านกล่อง ซึ่งจะทำต่อเนื่องไปอีก 

ในเวลาเดียวกันก็มีเรื่องสมุนไพรที่ช่วยรักษาได้ เราก็มาทำ โดยตั้งใจผลิตยาฟ้าทลายโจรให้ได้ 30 ล้านแคปซูล ถึง 100 ล้านแคปซูลเป็นวิธีการป้องกันโควิด-19 

และโรงพยาบาลสนามทำ 3 แห่ง เสร็จไปแล้ว 2 แห่งส่วนที่ 3 ทำ 600 เตียงรวมแล้วหากเสร็จทั้งหมดจะมี 1,200-1,300 เตียง เป็นความร่วมมือจาก WHA แวร์เฮาส์ร่วมมือกับโรงพยาบาลหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลจุฬารัตน์ โรงพยาบาลเลิดสินเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ นี่เป็นมาตรการต่าง ๆ ที่เราคิดว่าทำและช่วยอะไรส่วนรวมได้บ้าง  

ขับเคลื่อนลงทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

ความสามารถในการแข่งขันคงต้องพูดว่ามันขึ้นอยู่กับตัวเราด้วย อย่างถ้าถามโควิดทำให้เครือ ซี.พี.อ่อนแอลงไหม ตอบว่าอ่อนแอลง แต่ก็ทำให้แข็งแรงขึ้นมีศักยภาพสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังนั้น อยู่ที่ว่าประเทศไทยเราปรับตัวเร็วแค่ไหน และมองไปถึงโอกาสหลังโควิด หรือแม้กระทั่งระหว่างนี้ก็มีอะไรเยอะที่ต้องทำ ก่อนโควิดเราแข็งเรื่องอะไรเรื่องท่องเที่ยว เกษตร และสินค้าที่เกิดจากเกษตร เรื่องส่งออกในบางเรื่องอย่างอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ออโตเมชั่น เราพูดได้ว่าเราแข็งในด้านการแพทย์เช่นกันในระดับภูมิภาค

ถ้ามองภาพตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหญ่มี 3 ตัวหายไป  1 ยังเหลืออีก 2 คือ ส่งออก และเกษตร ดังนั้น ถ้าเครื่องยนต์ตัวใหญ่ที่ดับไปเราจะหาอะไรมาทดแทน ชดเชย และเพิ่มศักยภาพ ซึ่งเราก็เห็นนโยบายภาครัฐอย่างการลุยอีอีซี (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) และเริ่มมีการผลักดัน SEC (เขตเศรษฐกิจภาคใต้) การสร้างแลนด์บริดจ์โลจิสติกส์ข้ามระหว่างมหาสมุทร เป็นเครื่องยนต์ใหม่

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 

เราจะฟื้นเศรษฐกิจอย่างไรจะ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ให้กลับมาเติบโตได้โดยเร็ว ก็คือ การลงทุนใหม่ ในเรื่องพื้นฐานใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน สร้างกระบวนการให้เอกชนปรับตัวทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี รวมถึงการดึงดูดการลงทุนเพราะถ้าเม็ดเงินเข้ามาในประเทศเหนือกว่าประเทศอื่น เพราะว่าเราป็นศูนย์กลางไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ อุตสาหกรรม 4.0 มาลงที่อีอีซี ตัวนี้จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ เราเกิดการฟื้นตัวเร็ว

เมื่อเม็ดเงินไหลเข้ามาทุนใหญ่เข้ามา สิ่งที่ตามมาด้วยคือบุคลากรและทรัพยากรทางด้านข้อมูล ด้านซอฟต์แวร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้มาพร้อม ๆ กัน ASSET ที่แท้จริงคือทรัพยากรบุคคล เพื่อฟอร์มตัวเองให้พร้อมเข้าสู่ยุค 4.0 

การดึงดูดการลงทุนอย่างเรื่องพร็อพเพอร์ตี้ที่จะให้ต่างประเทศ ลงทุน 1 ล้านเหรียญ ในอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้คนไทยซื้อบ้านที่ดินทรัพย์สินในอังกฤษ อเมริกา ได้หมดแล้วแต่เราต้องเสียภาษีให้ที่นั่น อย่างที่อังกฤษเขาจะใช้รูปแบบที่ว่าหากซื้อบ้านแล้วเราไปขายขาดขาดทุน ถ้าเรากลับไปลงทุนใหม่จะสามารถนำส่วนที่ขาดทุนไปหักภาษีได้ เป็นต้น ซึ่งมันมีมาตรการหลายอย่างที่จะดึงดูดการลงทุน

ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเอง มีการเปิดรับฟังความเห็นภาคเอกชนโดยผ่านทางองค์กรสถาบัน อย่างหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาดิจิทัล และสภาอื่น ๆ อีกทางด้านเทรด ทางด้านโลจิสติกส์ซึ่งมันเป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะเป็นเสียงสะท้อนผ่านไปยังภาครัฐ อย่างการที่ผมเข้าไปอยู่ในคณะทำงาน ศบศ. ตรงนี้ก็มีโอกาศได้ฟีดแบ็กบ้างเป็นระยะ ๆ 

การพลิกฟื้นความเชื่อมั่นกลับมา

ในฐานะเอกชนนั้นซึ่งเอกชนทุกคนมั่นใจ ด้วยการผนึกกำลังกันทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ในเวลาเดียวกันเราก็ต้องผนึกกำลังกับทางรัฐว่าจะปรับกันอย่างไรถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางได้ด้วยการ “ดึงกันเป็นลูกโซ่” ขึ้นไปทั้งรายใหญ่รายเล็ก แต่ถ้าเราคิดเหมือนเดิมไม่ทำอะไรเลยให้กับภูมิภาคให้โลก หรือเป็นศูนย์กลางเรื่องอะไร ถ้าเราเป็นศูนย์กลางเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ หรือ 2-3 เรื่องไม่ได้ เท่ากับว่าเราอาศัยอยู่บนเศรษฐกิจที่มีอยู่แต่ไม่สร้างประโยชน์ ให้กับระดับโลกหรือรดับภูมิภาคต่างประเทศ จะทำให้เค้าเข้ามาแข่งขันในบ้านเรา 

ถ้าเราเป็นฝ่ายตั้งรับเราก็ไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ “การตั้งรับที่ดีที่สุดคือการรุก” แต่ถ้าเราตั้งรับเราจะรู้ว่าเราเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรารู้ว่าหลังโควิดจะเข้าสู่ยุค 4.0 เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ ออโตเมชั่น แต่เราไม่เคยสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือ ระบบนิเวศที่จะดึงดูดนักลงทุนที่เป็นเทคโนโลยีระดับโลกมาลงทุนในประเทศไทย และเอกชนไทยเองก็ไม่ลงทุนเทคโนโลยี รัฐบาลก็ไม่ลงทุนในมหาวิทยาลัย สร้างโรงเรียนเทคโนโลยีที่ดีระดับโลก หรือสร้างอินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ที่ดีระดับโลก 

อย่างหลายประเทศช่วงโควิดเขาเข้าสู่เทคโนโลยีใส่บัดเจตเข้าไปในเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอวกาศเป็นการคิดนอกรอบเพราะเขามองเรื่องการส่งคนออกไปดาวอื่น 

ถ้าเราจะเป็นคิดว่าฮับด้านอินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ด้านเทคโนโลยี ถ้าทำได้และจับมือไปกับมหาวิทยาลัยหลัก ๆ กลายเป็นยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว คือ 1.ได้อุตสาหกรรม 4.0 จากต่างประเทศเขามาเพราะเข้าเชื่อมั่น 2.ได้เป็นเซ็นเตอร์เป็นฮับด้านเทคโนโลยีในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.เรากลายเป็นเอดดูเคชั่นฮับ (Education Hub) 

ดังนั้น เทคโนโลยีคือระบบนิเวศที่สำคัญที่จะทำให้มันเปลี่ยนแปลงและเราจะก้าวไปเป็นระดับโลก และจะทำให้เกิดสตาร์ตอัพขึ้นมา เราเห็นความสำคัญเรื่องสตาร์ตอัพที่ต้องมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและเราเอาเทคโนโลยีต้องมาดิสรัประบบเศรษฐกิจด้วยทั้ง 2.0 และ 3.0 มันต้องมาทดแทน  เป็นที่น่าดีใจที่จากการสำรวจสตาร์ตอัพทั่วโลกพบว่าไทยคือ 1 ใน 3 ประเทศที่เขาอยากเข้ามาตั้งบริษัท แต่ระบบนิเวศด้านภาษีของเรายังไม่เอื้อแม้ในไทยการตั้งกองทุน (VC) สตาร์ตอัพขึ้นมาแต่ระบบการเก็บภาษี การขาดทุนต่างๆ ยังไม่เอื้อถ้าไทยปรับเปลี่ยนระบบจะทำให้การลงทุนเข้ามามากกว่านี้ไหลมา  

การจับมือกับแบงก์ใหญ่ตั้งกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (VC) เพื่อไปลงทุนสตาร์ตอัพทั่วโลก 

ถ้าเราต้องลงทุนไปด้วยและได้รีเทิร์นด้วยจะดีแค่ไหน และยังเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจจะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น เท่ากับประเทศมีโอกาสมากขึ้นเพราะเราก็มีสิทธิประโยชน์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เขาเข้ามาลงทุนเพราะเรามีทุนให้ แต่เอกชนจะเดินคนเดียวไม่ได้ต้องผนึกกำลังกับทางภาครัฐเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฮับเรื่องนี้ให้ได้  

คำแนะนำสำหรับ SMEs

ผมคิดว่าเอสเอ็มอีต้องปรับตัว มองตลาด อย่างเรื่องเกษตรปีที่แล้วไทยส่งออกผลไม้ไปจีนในปีที่ผ่านมา ประมาณแสนล้านบาท ขนาดคัดเกรดแบบตามมีตามเกิด แค่ 2% ที่พอจะส่งออกได้ ที่เหลือเสียหายเต็มไปหมด ผมมองว่าแค่ตลาดจีน ทำเรื่องผลิตภัณฑ์ผลไม้ต่อยอดไปถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ เฉพาะตลาดจีนประเทศเดียวทำให้เราปฎิรูประบบเกษตร  ถ้า SMEs มองว่าตลาดนี้มันยิ่งใหญ่เศรษฐกิจจีนก็โตขึ้นเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจจีนมีมูลค่าถึง 15 ล้านล้านเหรียญภายในไม่เดิน 5 ปีซึ่งอาจแซงอเมริกา ถ้าเราจับตลาดได้ถูกจุดทำอะไรที่เขาทำไม่ได้แล้วเราทำได้ดีกว่า แล้วยกมาตรฐาน สร้างแบรนด์ผลไม้ไทยเมดอินไทยแลนด์เอามาปัดฝุ่นใหม่ ให้รู้ว่าอย่างจะซื้อไวน์ต้องซื้อจากฝรั่งเศส เป็นต้น 

และอย่างอินเดียที่มีประชากร 1300 คน และอีกไม่เกิน 5 ปีประชากรอินเดียอาจจะแซงจีน เศราฐกิจอินเดียน่าจะใหญ่เป็นอันดับ 5 หรือ 6 ของโลก มูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญ ส่วนอาเซียน 7 ประเทศรวมกันมูลค่าเศรษฐกิจเท่ากับอินเดีย หากเรามองตลาดของเศรษฐกิจที่กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรามองโอกาสเหล่านี้ โอกาสการทำตลาด ปรับตัวให้เข้ากับตลาดนั้น 

“เราต้องมีจุดแข็งเรื่องอะไร มีศักยภาพตรงไหน ตลาดคือที่ไหนกำลังจะโต แล้วเราควรจะปรับตัวอย่างไร หากเรามองว่าสินค้าที่เรามีกำลังถดถอย ต้องลงทุนใหม่ปรับใหม่ทรานส์ฟอร์มตัวเอง อัพสกิล รีสกิล คนเก่า เพราะข้อดีคือ ธุรกิจ SMEs สามารถปรับตัวได้เร็วกว่าธุรกิจใหญ่ได้หลายเท่า และ SMEs ไม่ต้องไปเริ่มต้นจากศูนย์เหมือนสตาร์ตอัพ”