เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อนุทิน เผยรัฐบาลพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป รอวิป 2 ฝ่ายหาข้อสรุป
Politics อนุทิน เผยรัฐบาลพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป รอวิป 2 ฝ่ายหาข้อสรุป
เที่ยวเมืองหิน ถิ่นกะโหลก ‘สือเม่า’ ไขปริศนาใต้กำแพงเมือง 4,000 ปี
HR เที่ยวเมืองหิน ถิ่นกะโหลก ‘สือเม่า’ ไขปริศนาใต้กำแพงเมือง 4,000 ปี
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
เปิดไอเดียสีทาบ้านกำจัดฝุ่น คว้าแชมป์เวทีธุรกิจเยาวชน FSG BIZ Founders
การศึกษา เปิดไอเดียสีทาบ้านกำจัดฝุ่น คว้าแชมป์เวทีธุรกิจเยาวชน FSG BIZ Founders
ครม.อนุมัติลดภาษีสรรพสามิต E20 และ B20 นาน 3 เดือน
Politics ครม.อนุมัติลดภาษีสรรพสามิต E20 และ B20 นาน 3 เดือน
เอเอเอสกรุ๊ปรุกธุรกิจรีเทลรถ ดึง Voyah เข้าพอร์ตเล็งขึ้นโรงงานในไทย
Automotive เอเอเอสกรุ๊ปรุกธุรกิจรีเทลรถ ดึง Voyah เข้าพอร์ตเล็งขึ้นโรงงานในไทย
5 ศูนย์วิจัยแบงก์ คาด กนง. คงดอกเบี้ย 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจ
Finance 5 ศูนย์วิจัยแบงก์ คาด กนง. คงดอกเบี้ย 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจ
Better Living Project ‘ชนาพรรณ ไทยซัมมิท’ ถ่ายทอดมุมคิดผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลง
Biz Movement Better Living Project ‘ชนาพรรณ ไทยซัมมิท’ ถ่ายทอดมุมคิดผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลง
‘วรศิษฎ์’ ยันงบเยียวยาน้ำท่วม 4 พันล้าน กทม.ช่วย 300 ล้าน ย้ำไม่ใช่หารคนละครึ่ง
Politics ‘วรศิษฎ์’ ยันงบเยียวยาน้ำท่วม 4 พันล้าน กทม.ช่วย 300 ล้าน ย้ำไม่ใช่หารคนละครึ่ง
ข่าวดีทางออก ‘แอชตัน อโศก’ กฤษฎีกาเปิดทางออก ปูทาง รฟม. ไฟเขียวใช้ทางเข้า-ออก
Real Estate ข่าวดีทางออก ‘แอชตัน อโศก’ กฤษฎีกาเปิดทางออก ปูทาง รฟม. ไฟเขียวใช้ทางเข้า-ออก
ดูทั้งหมด

สินค้าขึ้นราคายกแผง ต้นทุนแพง ค่าไฟ-น้ำมัน-ค่าขนส่ง พุ่งพรวด

20 พ.ย. 2564 | 10:25น.

บาปซ้ำกรรมซัดส่งท้ายปี คนไทยอ่วมแบกค่าครองชีพอาน ของกิน-ของใช้แห่ปรับราคาขึ้นยกแผง ทั้ง “หมู-น้ำมันปาล์ม-ปลากระป๋อง-เบเกอรี่” ชี้ผู้ผลิตสุดอั้นต้นทุนพุ่งพรวดน้ำมัน-ค่าขนส่ง-วัตถุดิบ “นิ่มซี่เส็ง” ขึ้นค่าขนส่ง 5% กระทรวงพาณิชย์สกัดวุ่นให้ตรึงราคาถึงสิ้นปี ขู่ไม่ให้ความร่วมมือจะยกระดับมาตรการเข้มข้น แถมแจ็กพอตข่าวร้ายซ้ำ กกพ.มีมติปรับค่า Ft ขึ้นค่าไฟฟ้า 16.71 สตางค์ต่อหน่วย นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐดูแลปัญหาเงินเฟ้อ โฟกัสกลุ่มเป้าหมายช่วยค่าครองชีพ

วิกฤตน้ำมันแพงกำลังเป็นปัญหาใหญ่บั่นทอนบรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจที่เริ่มกระเตื้องหลังการเปิดประเทศมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้า และค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นสูง ล่าสุดต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกทาง หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2564 ให้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) รอบเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 เพิ่มขึ้น

ของกิน-ของใช้ ต้นทุนเพิ่ม

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภครายใหญ่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ เพราะเป็นตัวแปรที่มีผลต่อต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน

รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ ทั้งผงซักฟอก อุปกรณ์ซักล้างต่าง ๆ รวมถึงน้ำมันปาล์มที่แม้อาจไม่เกี่ยวกับปิโตรเลียมโดยตรง แต่มีผลต่อต้นทุนสินค้ากลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จึงกระทบเป็นห่วงโซ่ธุรกิจ และไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มอาหารเท่านั้น ในส่วนของกลุ่มน็อนฟู้ดก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียดในเรื่องของการปรับราคา

“สินค้ากลุ่มไหนปรับราคาเพิ่มได้ก็ต้องทำ เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้ปรับราคาบ่อยครั้ง เพียงแต่การปรับเพิ่มราคาต้องคิดรอบด้าน เพราะแนวโน้มวัตถุดิบขึ้นราคาแล้วจะไม่ลง หรือถ้าไม่ปรับราคาสินค้าก็ต้องบริหารจัดการลดต้นทุนในกระบวนการผลิต”

ยกตัวอย่าง การปรับราคาสินค้าช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สหพัฒน์เคยปรับราคาสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า จาก 5 บาท เป็น 6 บาท ก็คิดหนัก แต่อีกด้านหนึ่งได้ลอนช์มาม่า ราคา 5 บาท รสซุปไข่และรสโปรตีนไข่ ออกมาทดแทน ปรากฏว่าผู้คนหันไปนิยมซื้อในราคา 6 บาท ตั้งแต่นั้นมาม่ายืนราคาในระดับเดิมมาตลอด เพราะหากปรับราคาขึ้นแล้ว จะมีผลต่อกลไกการแข่งขันในตลาด อาจทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย

นายเวทิตระบุว่า ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งในการขึ้นราคาสินค้า คือ การสื่อสารถึงกลุ่มผู้บริโภคให้เข้าใจสภาพตลาดที่เป็นอยู่ ผู้ประกอบการจะขึ้นราคาสินค้าแบบเงียบ ๆ ไม่ได้ สมัยนี้ผู้บริโภคเข้าถึงสื่อโซเชียลทุกช่องทาง แต่ถ้าจำเป็นต้องปรับราคาให้สอดรับกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ก็ต้องทำ หากไม่ปรับบริษัทก็ไม่สามารถอยู่รอดได้เหมือนกัน

ปรับราคาขายส่ง

แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ในภาคอีสานกล่าวว่า ปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้นตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ทรงตัวอยู่ในเกณฑ์สูงจนถึงต้นปีหน้า ทำให้ผู้ผลิตสินค้า หรือซัพพลายเออร์ สินค้าที่เป็นกลุ่มของกินของใช้ได้เริ่มทยอยแจ้งการปรับขึ้นราคาขายส่งกับยี่ปั๊วซาปั๊วบ้างแล้ว

เช่น กลุ่มน้ำมันพืช ปลากระป๋อง รวมถึงกลุ่มสินค้าที่มีแพ็กเกจจิ้งเป็นพลาสติก หลัก ๆ จะมีการลดส่วนลดหรือของแถมลง เช่น เดิมเคยให้ส่วนลดการค้า 8% ก็ลดเหลือ 5% บางสินค้าเดิมซื้อ 100 ลัง แถม 10 ลัง ก็ลดของแถมเหลือ 5 ลัง เนื่องจากซัพพลายเออร์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น

“น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ และเป็นต้นทุนหลักของสินค้าทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการขนส่ง โลจิสติกส์ หรือในส่วนบรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติก เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เม็ดพลาสติกก็สูงขึ้นด้วย ดังนั้น อะไรที่มีแพ็กเกจจิ้งเป็นพลาสติก ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าอะไรจะขึ้นราคามากน้อยอย่างไร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแข่งขันของสินค้านั้น ๆ เป็นหลัก”

พร้อมย้ำว่า หากสถานการณ์ราคาน้ำมัน และต้นทุนอื่นยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง ซัพพลายเออร์ก็ต้องปรับตัวและเร่งหาทางออก โดยเฉพาะช่วงนี้เศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่ดี แต่ที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีปัญหาราคาน้ำมัน ซัพพลายเออร์ก็จะปรับตัว เน้นให้ผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบ เช่น ลดปริมาณลงแต่ขายในราคาเดิม

หรืออีกวิธีหนึ่งที่ใช้มาก คือ ออกสินค้าไซซ์ใหม่-ราคาใหม่ เพิ่มเข้ามาในตลาด รวมถึงมีโปรโมชั่นเสริมเข้ามาช่วยเพื่อให้รู้สึกว่าคุ้มค่า คาดว่าในภาวะเช่นนี้ หลาย ๆ ค่ายจะหันมาเน้นผลิตสินค้าไซซ์เล็กออกมาจำหน่ายมากขึ้น ให้สอดรับกับกำลังซื้อ รวมถึงนำเสนอโปรโมชั่นเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค

น้ำมันพืช-เบเกอรี่อั้นไม่ไหว

แหล่งข่าวจากวงการน้ำมันพืชรายใหญ่ให้ข้อมูลทิศทางเดียวกันว่า นอกจากต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งเพิ่มแล้ว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงกับเม็ดพลาสติกที่นำมาผลิตขวด หรือกรณีน้ำมันบรรจุปี๊บ ตอนนี้ต้นทุนเหล็กก็เพิ่ม หลาย ๆ ค่ายจึงทยอยปรับราคาขายส่งขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

เช่น น้ำมันปาล์ม ตามช่องทางต่าง ๆ ได้ทยอยปรับราคาขายปลีกมาอยู่ที่ 44 บาท/ขวด (1 ลิตร) จากนั้นขยับเป็น 49 บาท และบางช่วงราคาสูงสุดที่ 54-55 บาท ส่วนพื้นที่ห่างไกล ราคาอาจอยู่ที่ 57-58 บาท หรือมากกว่านี้ ตอนนี้ธุรกิจหลาย ๆ อย่างที่ใช้น้ำมันปาล์มในการผลิต ต่างมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างกรณีของบะหมี่สำเร็จรูป

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการธุรกิจเบเกอรี่กล่าวว่า ปัญหาค่าขนส่ง รวมถึงราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดธุรกิจเบเกอรี่หลายรายเริ่้มทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเลือกสินค้าโดยมองจากความคุ้มค่าเป็นหลัก

นายสุวิทย์ วังพัฒนมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บจ.ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลากระป๋องภายใต้แบรนด์ โรซ่า กล่าวว่า ต้นทุนค่าน้ำมัน โลจิสติกส์ วัตถุดิบที่สูงขึ้น กระทบกับผู้ประกอบการทุกค่าย ซึ่งบริษัทได้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึงกรมการค้าภายใน เพื่อขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้า และกำลังรอคำตอบ เบื้องต้นยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า หันมาเน้นการบริหารจัดการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เช่นเดียวกับแหล่งข่าวระดับสูงจากวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายระบุทิศทางเดียวกันว่า ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงกระทบกับการขนส่งสินค้ารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่และมีน้ำหนัก เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายค่ายพยายามตรึงราคาด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น เน้นขายสินค้าพรีเมี่ยม รัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น ชะลอการขึ้นราคาเป็นรอบที่ 2 จากก่อนหน้านี้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ปรับขึ้นราคาไปแล้ว 1 รอบ ช่วงต้นปีนี้ เช่น ทีวี ปรับเพิ่มขึ้น 30% หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ขยับขึ้น 5-10% จากปัญหาชิปคอมพิวเตอร์ โลหะ พลาสติก รวมถึงการขนส่งสินค้า

น้ำมันปาล์ม-หมูขึ้นพรวดพราด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับราคาน้ำมันปาล์มขวดขนาดบรรจุ 1 ลิตร ขณะนี้ปรับขึ้นไปเป็นขวดละ 51-55 บาท เท่ากับราคาน้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวด จากเดิมในช่วงเดียวกันของปี 2563 ราคาน้ำมันปาล์มขวดอยู่ที่ขวดละ 46 บาท มาจากผลผลิตปาล์มน้ำมันในแหล่งผลิตสำคัญอย่างอินโดนีเซีย-มาเลเซียลดลง

ราคาน้ำมันปาล์ม CPO ในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ประกอบกับช่วงปลายฤดูผลปาล์มน้ำมันในไทย ส่งผลให้ราคาผลปาล์มทะลายขณะนี้อยู่ที่เฉลี่ย 8.84 บาท/กก. น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 44.66 บาท/กก. เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่ 28.10 บาท/กก. และราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์อยู่ที่ 46.48 บาท/กก.

มีข้อน่าสังเกตว่า “ส่วนต่าง” ระหว่างราคาน้ำมันปาล์มดิบกับราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ห่างกันแค่ 1.82 บาท/กก. หรือจากเดือนที่ผ่านมาห่างกันถึง 2.49 บาท/กก. เป็นผลมาจากการสั่งให้ตรึงราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดของกรมการค้าภายใน สะท้อนว่าราคาน้ำมันปาล์มขวดที่แท้จริงจะต้องปรับราคาขึ้นมากว่า 55 บาท/ขวดในเร็ว ๆ นี้

ด้านราคาหมูเนื้อแดงที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นราคามาตลอด จากปริมาณการเลี้ยงหมูที่ลดลงกว่า 30% เหลือ 15.86 ล้านตัว, การเกิดโรคระบาดร้ายแรงในหมู และราคาอาหารสัตว์ปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ กก.ละ 10-11 บาท กากถั่วเหลือง 19.80 บาท

ส่งผลให้ผู้เลี้ยงประกาศปรับราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มเป็น 80-82 บาท/กก. มีผลทำให้ราคาหมูไม่ตัดแต่งอยู่ที่ 135-140 บาท/กก. ราคาหมูตัดแต่ง 145-150 บาท/กก. และราคาหมูในห้างค้าปลีกอยู่ที่ 119-122 บาท/กก.

โดยวงการผู้เลี้ยงหมูคาดการณ์ว่า ราคาหมูมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปถึง กก.ละ 200 บาท หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ ข้าวโพด-ข้าวสาลี-ถั่วเหลืองได้

พาณิชย์ให้ตรึงราคาถึงสิ้นปี

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรณีผู้ประกอบการยื่นโครงสร้างราคามาที่กรมการค้าภายใน “ถือเป็นการแจ้งโครงสร้างราคาปกติ ยังไม่ได้มีการปรับราคา” เพราะขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า “ตรึงราคา” จำหน่ายไปจนถึงสิ้นปี 2564 ก่อนทบทวนสถานการณ์อีกครั้ง นโยบายตรึงราคาสินค้านี้ กรมได้พิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน

รวมถึงการปรับขึ้นค่าขนส่งที่จะมีผล 1 ธ.ค.นี้ คิดเป็นต้นทุนในสัดส่วนไม่มาก ประกอบกับรัฐบาลเพิ่งเปิดประเทศและผ่อนคลายให้จัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่การส่งออกปรับตัวดีขึ้น จะทำให้การผลิตสินค้ากลับสู่ภาวะปกติ เมื่อผลิตได้เป็นปกติจะทำให้เกิด Economy of Scale มากขึ้น ต้นทุนผลิตต่อหน่วยลดลง

“หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตาม กรมพร้อมจะเพิ่มระดับมาตรการเข้มข้นขึ้นกับผู้ผลิตรายนั้น ซึ่งทางเลือกนี้จะเป็นหนทางสุดท้าย ส่วนกรณีน้ำมันปาล์มขวดยังขอให้ผู้ผลิตตรึงราคาไว้ที่ขวดละ 51-54 บาท เพราะถ้าคิดตามต้นทุนที่แท้จริง ราคาจะสูงกว่านี้มาก” นายวัฒนศักย์กล่าว

สินค้าขาด-แบกต้นทุนไม่ไหว

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ต้นทุนของภาคเอกชนปรับขึ้นสูงมาก ทั้งจากราคาพลังงาน ต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ทำให้ผู้ผลิตสินค้าเริ่มปรับราคาขึ้น และจะขยับต่อเนื่องตามกลไกตลาด

ซึ่งได้เตือนให้ทุกฝ่ายเตรียมการให้พร้อมรับมือ จะประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เร็วที่สุดเดือนนี้ หรือต้นเดือน ธ.ค. 2564 เพื่อหารือถึงแนวทางการบริหารจัดการเรื่องค่าครองชีพ เพราะถ้าฝืนความจริงนานจะไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หากเอกชนไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้จะเกิดปัญหาขาดทุน และหยุดผลิต นำไปสู่ปัญหาสินค้าขาดแคลนได้

“ตอนนี้ซัพพลายเชนมีปัญหา จากที่ผ่านมาเอกชนไม่กล้าสต๊อกสินค้า แต่ตอนนี้เริ่ม restock สินค้า เริ่มกลับมาบิลด์อัพสต๊อก แต่ซัพพลายไซด์ ดีมานด์เพิ่มขึ้น เพราะผู้ผลิตบางประเทศโดยเฉพาะจีน มุ่งเน้นดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้โรงงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต้องหยุด ร

าคาสินค้าปรับขึ้นทั้งสินค้าในประเทศและส่งออก บางสินค้าถือว่าดี เช่น น้ำตาล ราคาสูงส่งผลดีกับเกษตรกร แต่ต้องส่งสัญญาณให้เตรียมรับมือ การที่ราคาสินค้าสูงขึ้นมีผลต่อเงินเฟ้อสูงบ้าง แต่ไม่กระทบเศรษฐกิจ ส่วนการบริหารจัดการเรื่องตรึงราคาสินค้าต้องหารือกระทรวงพาณิชย์” นายสนั่นกล่าว

ขึ้นค่าไฟ 16.71 สต.ในรอบ 2 ปี

ด้านคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ให้ปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 โดยให้เรียกเก็บที่ 1.39 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.78 บาท/หน่วย เพิ่มขึ้น 4.63% จากงวดปัจจุบัน

ถือเป็นการปรับขึ้นค่า Ft ครั้งแรกในรอบ 2 ปี จากที่ตรึงค่า Ft มาตลอด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ถึงขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลายลง เศรษฐกิจทั้งภายในและนอกประเทศเริ่มฟื้นตัว

ประกอบกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานในต่างประเทศซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว เกิดภาวะพลังงานตึงตัว (energy crisis) จากปริมาณความต้องการใช้พลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงนี้ จึงเป็นเหตุให้ค่า Ft งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 (ที่ใช้ค่าจริงเดือน ก.ย. 2564 ในการประมาณการ) เพิ่มสูงขึ้นเป็น 48.01 สตางค์

สำหรับปัจจัยในการพิจารณาค่า Ft ในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 ประกอบด้วย 1) ความต้องการพลังงานไฟฟ้าช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 ประมาณ 65,325 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากประมาณการงวดก่อนหน้า (เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2564) ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้า 64,510 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 1.26%

2) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก 60.27% นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ลาวและมาเลเซีย) 13.92% และค่าเชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าโรงไฟฟ้าเอกชน 7.68% ลิกไนต์ของ กฟผ. 7.55% และอื่น ๆ อีก 6.92%

3) ราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่า Ft เดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2564 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจาก 270.80 บาท/ล้าน BTU เป็น 376.46 บาท/ล้าน BTU และราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมาก จากรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2564 หรือจาก 2,386 บาท/ตัน เป็น 2,877.69 บาท/ตัน

4) อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการประมาณการ (1-30 ก.ย. 2564) เท่ากับ 33.0 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าจากประมาณการงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2564 ที่ประมาณการไว้ที่ 31.3 บาท/เหรียญ

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าว กกพ.ห่วงใยสถานการณ์ราคาพลังงานที่แพงขึ้นอย่างมาก จึงได้พิจารณานำเงินบริหารจัดการค่า Ft และเงินเรียกคืนฐานะการเงินจากการไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งหมดมาลดผลกระทบของการปรับค่า Ft ครั้งนี้กว่า 5,129 ล้านบาท

รวมถึงนำเงินผลประโยชน์ของบัญชีเงินที่จ่ายค่าก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าตามปริมาณก๊าซตามสัญญาไปก่อน (take or pay) ของแหล่งก๊าซธรรมชาติเมียนมา 13,511 ล้านบาท รวมเป็นเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบการปรับขึ้นค่า Ft ทั้งหมด 18,640 ล้านบาท

จากค่า Ft ที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นเป็น 7.18 สตางค์ หรือเพิ่มขึ้น 22.50 สตางค์ ก็จะทยอยปรับเพิ่มค่า Ft แบบขั้นบันได โดยงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2565 จะเพิ่มขึ้น 16.71 สตางค์ จากปัจจุบัน -15.32 สตางค์ในงวดก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.39 สตางค์/หน่วย และทยอยปรับปรุงตามค่าจริงในรอบต่อ ๆ ไป

นิ่มซี่เส็งปรับราคาขนส่ง

ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด นายชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการ บจ.นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและพัสดุด่วนทั่วประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับสูงขึ้นมาก ขณะนี้ต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 30-40% การบริหารจัดการด้านต่าง ๆ จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาค่าบริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นราว 5% ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564

โฟกัสกลุ่มเป้าหมาย

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ประเทศไทยเจอปัญหาต้นทุนเพิ่มขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น จะซ้ำเติมในช่วงเศรษฐกิจยังไม่ดี การช่วยเหลือด้วยการเข้าไปอุดหนุนถือเป็นมาตรการหนึ่ง แต่ต้องอุดหนุนหรือช่วยคนที่ควรอุดหนุนจริง ๆ ไม่ใช่คนขับรถเบนซ์ แต่เติมน้ำมันดีเซลได้รับอุดหนุนจากรัฐด้วย

“ไม่รู้ว่ามาตรการรัฐจะเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายต้องเข้าไปช่วยคนบางกลุ่ม ทำให้ต้นทุนน้อยที่สุด”

ส่วน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ราคาพลังงานสูงนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ทำร้ายคนจนมากกว่าคนรวย ในระยะสั้นรัฐควรใช้มาตรการทางการคลังดูแลปัญหาเงินเฟ้อ ช่วยเหลือค่าครองชีพ แต่ต้องไม่หว่านแห เจาะจงช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ คือ ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือหากจะลดราคาน้ำมันก็ไม่เห็นด้วยกับการลดโดยตรง แต่อาจใช้คูปองหรืออะไรที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายลงไป

“และไม่ควรไปบิดเบือนกลไกตลาดมาก ๆ เพราะจะทำให้เราไม่ได้ปรับตัว ผมอาจมองโจทย์เรื่องราคาพลังงานที่สูง แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นปัญหาชั่วคราว แต่เราน่าจะหาโอกาสช่วงเวลานี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างพลังงานระยะยาว เพราะไทยมีปัญหาเรื่องการใช้พลังงานไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ต้องเร่งลงทุนเรื่องของพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด ลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น” ดร.อมรเทพกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำมันขึ้นราคา สินค้า