เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดวงรายสัปดาห์ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ดูทั้งหมด

วิบากกรรมข้าวไทยตกแชมป์ ส่งออกวูบ 40% ราคาแพงสู้ไม่ได้

03 ก.พ. 2565 | 07:01น.
ข้าวไทย-ส่งออก

7 ปีส่งออกข้าวไทยถดถอย ยอดส่งออกวูบ 40% หลุดแชมป์โลกติดต่อกันหลายสมัย พ่ายทั้งอินเดีย-เวียดนาม เหตุข้าวไทยราคาแพงแข่งขันยาก อินเดียส่งพันธุ์ใหม่บาสมาติถล่มตลาดหวั่นรัฐบาลจ่ายเงินประกันรายได้ให้ชาวนาอ่วม 100,000 ล้านบาทเอาไม่อยู่ ด้าน ส.ผู้ส่งออกข้าวไทยชี้ไม่ใช่หาตลาดใหม่ แต่ต้องทวงคืนตลาดข้าวเดิม คาด G to G สูญพันธุ์ ชูนาแปลงใหญ่ลดต้นทุนผลิต-พันธุ์ข้าวใหม่ต้องมา-ค่าบาทต้องไม่เกิน 33 บาท/เหรียญสหรัฐ ถึงไปรอด

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้กลายเป็น “อดีต” แชมป์ส่งออกข้าวโลก จากปัจจุบันได้หล่นมาเป็นอันดับ 3 ต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 4 โดยภาพรวมของการส่งออกข้าวไทยในปี 2564 ปรากฏทำได้แค่ 6.1 ล้านตัน

แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 5.7 ล้านตันก็ตาม แต่ก็ยังครองตำแหน่งอันดับ 3 ของโลกเช่นเดิม รองจากเวียดนาม ที่แซงไทยส่งออกได้ 6.2 ล้านตัน ขณะทีอินเดียครองแชมป์ส่งออกข้าวโลก ด้วยปริมาณสูงถึง 20 ล้านตัน

การส่งออกข้าวที่ถดถอยลงของประเทศไทยมีผลมาจากหลายปัจจัย โดย 1 ในนั้น ได้แก่ นโยบายประกันรายได้ ที่ใช้มาถึง 3 ปี ใช้งบประมาณไปแล้ว 161,543 ล้านบาท หรือจ่ายไปมากกว่า “รายได้” จาการส่งออกข้าวคิดเป็นมูลค่า 107,756 ล้านบาท ขณะที่ชาวนาก็มุ่งที่จะซอยย่อยที่ดินลงเพื่อเพิ่มจำนวนครัวเรือน ปลูกข้าวให้ได้มาก ๆ รอรับเงินประกันรายได้ ไม่มีการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ตลาดต้องการ

ส่งออกต่ำกว่า 10 ล้านตัน

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงภาพรวมตลาดส่งออกข้าวปี 2564 ปรากฏประเทศอินเดีย ยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดการส่งออกเกือบ 20 ล้านตัน

รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม ส่งออกได้ 6.2 ล้านตัน ไทยได้ 6.15 ล้านตัน หรือเท่ากับเวียดนามส่งออกข้าวมากกว่าไทยถึง 500,000 ตัน แต่ตัวเลขของเวียดนามยังไม่รวมการส่งออกผ่านชายแดนอีกกว่า 1,000,000 ตัน

สำหรับการส่งออกข้าวเวียดนามจำนวน 6.2 ล้านตันนั้น แบ่งเป็น ข้าวจัสมิน 85 ประมาณ 2 ล้านตัน, ข้าวเหนียว 1 ล้านตัน, ข้าวขาวนุ่มพันธุ์ 54, 51 DT 8 อีกประมาณ 2 ล้านตัน ส่วนที่เหลือก็เป็นข้าวแข็งอีก 1-2 ล้านตัน โดยเวียดนามมี “ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว จนทำให้สามารถทำราคาข้าวได้”

ขณะที่ไทยส่งออกได้ 6.1 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 1.2 ล้านตัน, ข้าวหอมไทย (ข้าวหอมปทุมหรือสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้ปลูกใน 19 จังหวัด) อีกประมาณ 300,000-400,000 ตัน, ข้าวเหนียว 200,000 ตัน และข้าวขาว 3 ล้านตัน ซึ่งมีเฉพาะข้าวขาวพื้นแข็ง ส่วนที่เหลือเป็นข้าวนึ่ง 2 ล้านตัน โดยข้าวนึ่งเป็นชนิดข้าวเดียวที่เวียดนามยังไม่มีการพัฒนามากนัก

“ตอนนี้การส่งออกข้าวอันดับ 1 ของอินเดียไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะห่างกับข้าวไทยแทบจะไม่เห็นฝุ่น โดยอินเดียมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 600 ล้านไร่ หรือมากกว่าไทย 10 เท่า และล่าสุดอินเดียได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวใหม่ คือ ข้าวบาสมาติพูซ่า (ขายในราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิมาก) มีผลผลิตต่อไร่สูง ปลูกได้ตลอดปี

แต่ขายราคาตันละ 600 เหรียญสหรัฐ ส่วนข้าวบาสมาติเทรดิชั่นนอล ราคาตันละ 800-900 เหรียญ ซึ่งขายให้คนที่มีฐานะที่ต้องการบริโภคข้าวชนิดดี ดังนั้นไทยต้องปรับไมนด์เซต ไม่ใช่จะบอกว่า ผมจะปลูกข้าวหอมมะลิอย่างเดียวแล้วจะอยู่ได้อย่างไร โดยข้าวหอมมะลิให้ผลผลิตแค่ 350 กก.ต่อไร่

และไม่หอมเหมือนเมื่อก่อน สภาพภูมิอากาศก็เปลี่ยนแปลงไปจากโลกร้อน แล้วคุณยังจะอยากไปขายข้าวแพง ๆ ได้อย่างไร อนาคตตลาดข้าวไทยก็จะหดไปเรื่อย ๆ ประเทศคู่แข่งก็จะแทนที่คุณ นี่คือการตลาด”

คู่แข่งแย่งตลาดข้าวไทย

สำหรับสาเหตุที่ตลาดข้าวไทย “เพลี่ยงพล้ำ” และหดตัวลงมากในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพราะ 1) ข้าวไทย “แพงกว่า” คู่แข่ง ที่ผ่านมาข้าวไทยมีราคาแพงกว่านับ 100 เหรียญ/ตัน ในขณะที่ปัจจุบัน “ความต่างของราคา” ข้าว 5% ของไทยอยู่ที่ 420 เหรียญ,

อินเดีย 338 เหรียญ, เวียดนาม 370 กว่าเหรียญ, ปากีสถาน 358 เหรียญ, เมียนมา 350 กว่าเหรียญ โดยมีข้อสังเกตว่า “ถ้าความห่างของราคาข้าวเกินกว่า 50 เหรียญก็แข่งขันได้ยากแล้ว”

2) พันธุ์ข้าวไทยไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น สมัยก่อนรัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้ระบบนำเข้าข้าวแบบ G to G โดยหน่วยงาน NFA นำเข้าด้วยการประมูลซื้อข้าวจากไทยและเวียดนาม ประเทศละ 700,000-800,000 ตัน แต่ภายหลังฟิลิปปินส์เปิดเสรีนำเข้าข้าว คิดภาษี 30%

และเมื่อภาษีสูงขึ้น ฟิลิปปินส์จึงเลือกซื้อข้าวขาวพื้นนุ่มจากเวียดนามที่ราคาถูกกว่าข้าวขาวไทย จึงทำให้ยอดส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ระหว่างปี 2563-2564 ลดลงเหลือแค่ 70,000-100,000 ตัน จากที่เคยส่งออกถึง 700,000-800,000 ตัน โดยเวียดนามสามารถขายให้ฟิลิปปินส์ได้ถึง 2.4 ล้านตัน

“ภารกิจเราตอนนี้ไม่ใช่การออกไปหาตลาดใหม่ แต่ต้องไปชิงตลาดข้าวเดิมกลับคืนมา อย่างตลาดสิงคโปร์และฮ่องกง ไทยเคยมีส่วนแบ่งตลาด 80-90% หรือปีละ 300,000 ตัน ปัจจุบัน 2 ตลาดนี้ก็หันไปซื้อข้าวเวียดนามมากขึ้น ทำให้ส่วนแบ่งตลาดไทยเหลือประมาณ 50% หรือ 100,000 ตัน

ตลาดแอฟริกาเคยนำเข้าข้าวหอมผสมจากไทยปีละ 700,000-800,000 ตัน ตอนนี้ไม่มีการนำเข้าสักเม็ด เพราะถูกข้าวเวียดนามดึงไปหมด ตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิ เวียดนามก็เริ่มรุกเข้าไปแย่งแล้ว ปีก่อนส่งออกได้ 30,000-40,000 ตัน ส่วนอเมริกาและแคนาดาที่เป็นตลาดข้าวหอมมะลิพรีเมี่ยม

ตอนนี้เวียดนามก็เริ่มเข้าไปแล้ว และยังมีข้าวหอมจากกัมพูชาเข้ามาแข่งด้วย เช่นเดียวกับตลาดข้าวหอมในจีนที่ข้าวหอมเวียดนามและกัมพูชาเข้าไป ถ้าไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงปรับปรุง ตลาดพรีเมี่ยมข้าวหอมมะลิก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ส่วนตลาดบริโภคข้าวในประเทศไทย ซึ่งปกติมีอยู่ครึ่งหนึ่ง 10 ล้านตัน ก็ลดลงเช่นกันเพราะนักท่องเที่ยวหายไป 30-40 ล้านคนหลังโควิด” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

ที่ข้าวไทยกำลังสูญเสียตลาดส่งออกหลัก ๆ ไปก็เพราะ “ไทยไม่มีข้าวนุ่ม” อย่างปีนี้ก็เพิ่งเริ่มมาพัฒนา “ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ 79” ออกมา แต่ราคายังค่อนข้างสูงหรือแข่งขันไม่ได้ จึงต้องเน้นตลาดในประเทศก่อน อย่างเมื่อ 5-6 ปีก่อน ไทยเริ่มนำ “ข้าวหอมพวง” ของเวียดนามมาปลูก

ตอนนี้มีผลผลิตที่ดีขึ้น ราคาข้าวหอมพวงที่ปลูกในไทยลดลงจาก กก.ละ 16-17 บาท เหลือ กก.ละ 13-14 บาท หรือใกล้เคียงกับราคาข้าวขาวที่ขาย กก.ละ 12-13 บาท ทำให้ปี 2565 จะเริ่มส่งออกข้าวหอมพวงไปเป็นมาตรฐานข้าวหอมไทย

เพราะข้าวตัวนี้สามารถทำราคาส่งออกได้ใกล้เคียงกับ “ข้าวหอมจัสมิน 85” ของเวียดนาม ส่วนข้าวหอมมะลิเดิมที่ไทยเคยแพงมาก ตันละเป็น 1,000 เหรียญ ตอนนี้ต้องลดราคาลงมาเรื่อย ๆ เหลือแค่ 700-800 เหรียญ ส่วนข้าวหอมปทุมขายอยู่ประมาณ 600 กว่าเหรียญเท่านั้น

อนาคต G to G จะหมดไป

ร.ต.ท.เจริญกล่าวถึงปริมาณการส่งออกข้าวในปีที่ผ่านมา 6.1 ล้านตันนั้น “เป็นการส่งออกของภาคเอกชนเป็นหลัก” ส่วนการส่งออกข้าวผ่านระบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G มีเพียง 20,000 ตัน ไปยังตลาดจีน

ส่วนคำสั่งซื้อข้าว G to G กับจีนสัญญาแรกนั้น สถานะตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 300,000 ตัน “ซึ่งก็ค้างมาหลายปีแล้ว ยังหาข้อสรุปไม่ได้”

เพราะหน่วยงานจัดซื้อข้าวของจีน คือ คอฟโก้ ต่อรองราคาข้าวไทยต่ำมาก โดยนำราคาเสนอขายข้าวของไทยไปเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่า การทำตลาดผ่านวิธี G to G กับทุก ๆ ประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย-จีนก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

“ในฐานะที่เป็นสมาคมถือว่า ไม่ใช่ว่าเราอยากจะขายข้าวแบบ G to G การขายวิธีนี้ยุ่งยากมาก ได้ข้าวมาแล้วก็ต้องจัดสรรให้สมาชิกทุกรายอย่างเป็นธรรม เทอมการส่งมอบข้าวแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน

อย่างฟิลิปปินส์หินมาก ส่วนอินโดนีเซียหรือจีนกำหนดราคาเป็น CNF หรือหาออร์เดอร์มากระจายให้สมาชิกแล้วต้องหาเรือด้วย เงื่อนไขทางการชำระเงินต้องรอให้ข้าวไปถึงส่งมอบข้าวก่อนจึงจ่ายเงินค่าข้าวกลับมายังรัฐบาลไทย ดังนั้นอนาคตการขายข้าวแบบ G to G ก็จะหายไป” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

ประกันรายได้แสนล้านเอาไม่อยู่

ส่วนนโยบายการประกันรายได้ให้กับชาวนาของรัฐบาลนั้น ร.ต.ท.เจริญกล่าวว่า ปีนี้ (2565) รัฐบาลจะต้องใช้เงินประกันรายได้ประมาณ 80,000 บาท บวกเงินค่าปัจจัยการผลิตที่จ่ายเพิ่มให้เกษตรกรอีก 50,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 130,000 บาท

ซึ่งใกล้เคียงกับ “รายได้” จากการส่งออกข้าวที่ทำได้ประมาณ 107,756 ล้านบาท “รัฐบาลให้เงินชาวนามาตลอด ทั้งจำนำและประกัน สมัยก่อนประกันรายได้ครอบครัวชาวนามีแค่ 3.6 ล้านคน แต่วันนี้มีถึง 4.8 ล้านคน เพราะมีการซอยที่ดินปลูกข้าวให้เล็กลงเพื่อให้ทุกคนได้รับเงินประกันรายได้ ที่รัฐกำหนดจะจ่ายเงินให้ไม่เกิน 20 ไร่

นี่แหละคือปัญหา ทุกอย่างอยู่ที่การเมืองจะชี้นำไปในทิศทางไหน โดยประกันรายได้ในปีนี้ (2564/2565) มีการอนุมัติงบประมาณในวงเงิน 89,402 ล้านบาท และยังมีเงินอีก 50,000 ล้านบาท ที่เข้าไปช่วยให้ปรับปรุงนา

สองรายการนี้รวมกันแล้วกว่า 100,000 กว่าล้านบาท แต่ประเทศไทยส่งออกข้าวทั้งปีได้แค่ 107,756 ล้านบาท เราขายข้าวทั้งปีได้ 140,000 ล้านบาท ได้เงินกลับมาแค่นี้เอง”

ยังตั้งเป้า 7 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม การที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2565 ไว้ที่ตัวเลข 7 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 1 ล้านตันนั้น สมาคมมอง “โอกาส” การส่งออกข้าวทุกชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ “ข้าวขาว-ข้าวนึ่ง-ข้าวหอม” ขึ้นอยู่กับการดูแลปัญหาอุปสรรคการส่งออกที่ติดขัด

โดยเฉพาะการขนส่งไปตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักข้าวหอมมะลิพรีเมี่ยม ค่าขนส่งแพงขึ้นไปหมด เช่น ส่งออกไปนิวยอร์ก ประมาณตู้ละ 18,000 เหรียญ จากเดิม 2,000 กว่าเหรียญ ส่วนที่ไปขึ้นท่าแอลเอ จากเดิม 1,500-2,000 เหรียญ เพิ่มเป็น 13,000-14,000 เหรียญต่อตู้ “แพงมากและยังไม่มีตู้อีก”

และนี่คือปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง หลังตรุษจีนไปแล้ว 3-4 เดือน ราคาจะเป็นอย่างไร โดยเชื่อว่าตลาดจะเงียบ ส่วนผู้ส่งออกข้าวที่รับราคาสูงไว้ตอนนี้ก็เพราะมีการรับออเดอร์ไว้แล้ว ต้องหาข้าวส่งมอบ

“ปัจจัยสนับสนุนการส่งออกข้าวในปีนี้ คือถ้าซัพพลายเราดี น้ำในเขื่อนทำนาปรังได้ไม่มีปัญหา ปีนี้ทำไปแล้ว 4 ล้านไร่ จาก 2 ปีก่อนที่ถูกสั่งหยุดทำนาปรังเพราะแล้ง สำคัญที่สุดคืออัตราแลกเปลี่ยนต้องอยู่ที่ 33 บาท

อย่าให้ต่ำกว่านั้นจะแข่งขันได้ ราคาส่งออกข้าวขาวจะอยู่ที่ 390-400 เหรียญ หรือคิดเป็นราคาข้าวสารตันละ 12,000 บาท และทอนกลับมาเป็นราคาข้าวเปลือกตันละ 7,500-8,000 บาท” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

ใช้นาแปลงใหญ่ลดต้นทุน

สำหรับแนวทางที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยผลักดันมาตลอดเวลา และแจ้งแก่สภาเกษตรกรไปด้วย ก็คือ “ชาวนาต้องมีพันธุ์ข้าวที่ตลาดต้องการในราคาที่ผู้ซื้อยอมรับได้” เพราะในวันนี้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยน การบริโภคข้าวลดลง ผู้บริโภคไม่ต้องการแพง ข้าวเป็นอาหารของคนไม่มีเงิน

ดังนั้นต้องมีราคาพอประมาณ-คุณภาพพอใช้ได้ ต้องมีสินค้าหลายตัว เพื่อจะหาเซ็กเมนต์ตลาด ถ้าคุณจะขายพรีเมี่ยมก็ขายไป อย่างข้าวหอมมะลิ แต่ก่อนไทยส่งออกเกือบปีละ 2 ล้านตัน ปัจจุบันเหลือแค่ 1.2-1.3 ล้านตัน “ดังนั้นต้องทำนาแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้ จากนั้นเรื่องราคาเป็นของตลาดเป็นคนตัดสิน”

“สิ่งที่สำคัญคือ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไป จะทำให้ชาวนาได้รายได้มากขึ้น ไม่ว่าราคาประกันจะขยับไปเท่าไร ถ้าปลูกไร่ละ 350 กก. รายได้ประกันตันละ 15,000 บาท ได้กำไร 30,000-40,000 บาท แต่ถ้าปลูกได้มากกว่านั้น ต้นทุนต่อหน่วยลดลง กำไรก็จะเพิ่มขึ้น การทำนาแปลงใหญ่ไม่ใช่แค่คนมารวมกัน ต้องรวมแปลงใหญ่ให้ได้จริง ๆ

เพื่อใช้เครื่องจักรเข้าไปทดแทนแรงงานคนให้ได้ รัฐบาลเข้าไปสนับสนุน คนที่จะมาบริหารนาแปลงใหญ่ก็ต้องเป็นมืออาชีพ รู้เรื่องตลาดว่าควรจะปลูกข้าวอะไร ช่วงไหน นาข้าวอาจไม่ใช่ปลูกข้าวตลอดปี อาจจะสลับปลูกถั่ว หรือนาพื้นที่เดียวกันแต่ละรายปัญหาก็ไม่เหมือนกัน แปลงหนึ่งอาจจะมีปัญหาภัยแล้ง

แต่อีกแปลงอาจมีปัญหาน้ำท่วม ตอนนี้เอกชนไม่กล้าลงทุนนาเพราะกังวลเรื่องนโยบาย มีบางรายที่ไปทำนาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งบ้าง หากจะทำให้สำเร็จก็ต้องเริ่มทดลองทำเป็นโซนนิ่งก่อน 1-2 ที่ ถ้าสำเร็จชาวนาจะทำตามแน่นอน” ร.ต.ท.เจริญกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ส่งออกข้าว สัมภาษณ์พิเศษ