Skip to content

โควิด-ราคาสินค้า ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มกราคม 2565 อยู่ที่ 44.8

10 ก.พ. 2565 | 14:31น.
โควิด-ราคาสินค้า ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มกราคม 2565 อยู่ที่ 44.8

หอการค้าไทย เผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค.อยู่ที่ 44.8 ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ผลมาจาก โควิด-19 ที่ประชาชนยังกังวล ราคาสินค้าแพงขึ้น กังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมกราคม 2565 อยู่ที่ระดับ 44.8 จากเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 46.2 ซึ่งเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.7, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำ อยู่ที่ 41.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 54.4

ปัจจัยที่กระทบดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลง 1.ความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัส โควิดสายพันธุ์โอมิครอน อีกทั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยังยกเลิกระบบ Test&Go เป็นการชั่วคราว 2. ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง 3. ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น 4. ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ 5.เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น

ส่วนปัจจัยบวกที่กระทบ 1.กระทรวงการคลัง ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 ขยายตัว 1.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 1.0% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะขยายตัวที่ระดับ 4% 2. ภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน 7 มาตรการ

3. การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของทั้งโลกที่เป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น 4.การส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.64 ขยายตัว 24.18% ส่งผลให้ทั้งปี ขยายตัวได้ 17% และ 5.ราคาพืชผลเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ทำให้รายได้เกษตรกร และกำลังซื้อในต่างจังหวัดเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่ลดลงยังเป็นผลมาจาก ผู้บริโภคเริ่มมีความวิตกต่อโควิดมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันมีแนวโน้มลดลง การยกเลิกมาตรการเปิดประเทศภายใต้ระบบ Test & Go อาจส่งผลให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นลดน้อยลง และระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565

“ความเชื่อมั่นเดือน กุมภาพันธ์ ประชาชนจะยังมีความกังวลต่อโควิด ปัญหาของแพง ราคาน้ำมัน แต่ก็ต้องรอดูว่าความเชื่อมั่นจะทรุดลงไปมากหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยบวกที่สนับสนุน คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะคนละครึ่ง เฟส 4 และการกลับมาเปิด Test & Go ได้อีกครั้ง”

นอจกากนี้ หอการค้าไทยยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2565 โดยยังคงไว้ตามเดิมที่ 3.5-4% ซึ่งมองว่า โควิด สามารถคลี่คลายลงได้ภายในเดือนมีนาคม 2565 และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมาหลังการเปิดระบบ Test & Go อีกครั้ง

ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น เชื่อว่าเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวจากผลกระทบของราคาสินค้าและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อของไทยในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ที่ 2.5-3.5%

ส่วนการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ถ้าคลี่คลายได้ก็จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่สูงเกินไปกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากไม่สามารถคลี่คลายได้ อาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงไปถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่ส่งผลกระทบทางจิตวิทยา

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาของกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกจะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งอีก 20% ว่า ปกติแล้วต้นทุนค่าขนส่งจะมีสัดส่วน 15-20% อยู่ในราคาสินค้า ดังนั้นหากผู้ประกอบการจะขอปรับขึ้นค่าขนส่งอีก 20% ก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น 3-4% แต่หากปรับขึ้นค่าขนส่ง 10% จะทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น 1-2%

สำหรับสถานการณ์ทางการเมือง หากมีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การยุบสภา ก็มองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นได้ และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพียงแต่คนจะติดตามว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล และดูความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลในด้านต่างๆ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ การชุมนุมประท้วงนอกสภา ซึ่งหากสถานการณ์มีความรุนแรงจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้นั้น ก็อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากกว่า