เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-Disagree Gen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

ระวังเงินดิจิทัล “บิตคอยน์” “ฟองสบู่” รอวันระเบิด !

14 ธ.ค. 2560 | 11:39น.

นับจนถึงขณะนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า “สินทรัพย์” ที่มีมูลค่าขยายตัวมากที่สุดในรอบปีก็คือ “บิตคอยน์” ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามูลค่าของบิตคอยน์ เติบโตจาก 1 บิตคอยน์มีมูลค่าเท่ากับ 300 ดอลลาร์ กลายเป็น 10,700 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา และยังไม่ทันหมดสัปดาห์ดี มูลค่าของมันก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นราว 14,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิตคอยน์แล้ว

นับเฉพาะในปี 2560 นี้มูลค่าของบิตคอยน์ถีบตัวสูงขึ้นกว่า 900 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่นักลงทุนที่จริงจังบางคน ยังไม่รู้จักว่า “บิตคอยน์” คืออะไรด้วยซ้ำไป

“บิตคอยน์” คือสกุลเงินดิจิทัล หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “คริปโตเคอเรนซี” ที่หมายถึงเงินเข้ารหัส เกิดขึ้นเมื่อปี 2009 หลังวิกฤตการณ์การเงินโลก และไม่ได้มีธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติไหน ๆ หนุนหลัง ในทางตรงกันข้ามบิตคอยน์ ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นสกุลเงินที่อยู่นอกระบบ นอกขีดจำกัดที่ธนาคารและระบบการชำระหนี้ที่มีอยู่กำหนดขึ้น แต่ยังสามารถใช้ชำระหนี้และซื้อสินค้าหรือบริการได้ตามปกติ

“บิตคอยน์” สามารถสร้างขึ้นได้ แต่ต้องลงทุนคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง มีพลังในการประเมินผลสูง เพื่อแก้ปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ซับซ้อนได้จึงสามารถสร้างเงินดิจิทัลสกุลนี้ได้

เมื่อได้ “บิตคอยน์” มาแล้วจำเป็นต้องเก็บไว้ออนไลน์ ในกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ “ดิจิทัลวอลเลต” หากไม่ใช้วิธีก็ต้องใช้วิธีนี้ซื้อ โดยบิตคอยน์ สามารถซื้อหรือขายกันได้ผ่านแอปพลิเคชั่นสำหรับการแลกเปลี่ยน อาทิ บิตสแตมป์, บิตธัมป์ และคราเคน

แน่นอนมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของบิตคอยน์ ส่งผลให้ตลาดบิตคอยน์ที่เดิมจำกัดอยู่แต่เฉพาะประดา “เนิร์ด” และกลุ่มนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย เริ่มเรียกความสนใจจากบรรดานักลงทุนจริง ๆ และได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินจริง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ หลังสุด ตลาดหลักทรัพย์ชิคาโก เริ่มนำเอาตราสารอนุพันธ์บิตคอยน์ ในทำนองของการกะเก็งทำกำไรจากมูลค่าในอนาคตของบิตคอยน์ เข้ามานำเสนอ และเตรียมอนุญาตให้บรรดาเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลายเข้าไปซื้อขายได้ก่อนคริสต์มาสที่จะถึงนี้

นั่นนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า จริง ๆ แล้ว บิตคอยน์ น่าลงทุนหรือไม่ หรือ เป็นเพียงความคลั่งไคล้ชั่วครั้งชั่วคราว ที่รอวันซบเซาเกิดขึ้นตามมาเท่านั้น

ในทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์และผู้สันทัดกรณีทางการเงิน ปรากฏการณ์บิตคอยน์ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ มีลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ “ฟองสบู่” ทั้งหลายในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ยุคคลั่งทิวลิป ที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 17 เรื่อยไปจนถึงปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “ดอทคอมบับเบิล” ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปลายทศวรรษ 90 กับดัชนีแนสแดค ที่นิวยอร์ก ก่อนที่จะระเบิดโพละในปี 2000

ทั้งสองเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจากอาการ “คลั่งไคล้” ในระดับ “ฟีเวอร์” ต่อสิ่งที่ไม่มีคุณค่าแท้จริงอยู่ในตัว มันเอง ตัวอย่างเช่นในยุคคลั่งทิวลิป มูลค่าของหัวพันธุ์ทิวลิปที่ให้สีดอกพิเศษหัวหนึ่งซื้อขายกันสูงเกินจริงในระดับราคาที่สามารถใช้จ้างช่างฝีมือ 1 คน ทำงานได้นาน 40 ปี เป็นต้น

ยิ่งอาการคลั่งมีมาก เมื่อฟองสบู่แตกยิง “บาดเจ็บ” กันมากเป็นธรรมดา

โอลิเวอร์ ไวท์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำบริษัทที่ปรึกษา ฟาธอม ไฟแนนเชียล คอนซัลติง ยืนยันว่า บิตคอยน์ มีคุณลักษณะของ “สินทรัพย์ฟองสบู่” อยู่ครบถ้วน มูลค่าของบิตคอยน์ขยับขึ้น-ลงเร็วและแรงมาก นักวิชาการของฟาธอมฯ เคยตรวจสอบข้อมูลบิตคอยน์ย้อนหลังไปถึงปี 2013 นำมูลค่ามาพลอตเทียบกับสินทรัพย์กระแสหลักของตลาด แล้วพบว่า มูลค่าในเวลานี้ของบิตคอยน์สูงกว่ามูลค่าเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2013 เรื่อยมาถึง 6 เท่า

ตอนที่ฟองสบู่ดอตคอมแตกโพละออกมาเมื่อปี 2000 นั้น มูลค่าของหลักทรัพย์บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายรวมกันแล้วสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนนี้มูลค่าตลาดรวมของบิตคอยน์ยังอยู่ที่เพียงแค่ 170,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้บางคนใช้เป็นเหตุผลในการแสดงให้เห็นว่า บิตคอยน์ ยังมีช่องให้โตได้อีกมาก

แต่คนอย่าง เจมี ไดมอน หัวเรือใหญ่ของเจพีมอร์แกน หรือแม้กระทั่ง ลอยด์ แบลงค์ไฟน์ แห่ง โกลด์แมน แซกส์ ก็ยังเตือนให้ทุกคนมองข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง คุณลักษณะของเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์นั้นเหมาะมากสำหรับนักฉ้อฉลทั้งหลาย

อาจิต ไตรพาธี ผู้เชี่ยวชาญของไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ บอกว่าเรื่องเล่าขานแบบปากต่อปากรวมไปถึง มูลค่าที่ทะยานขึ้นไม่หยุดคงทำให้บิตคอยน์ดึงดูดผู้ซื้อได้อีกมากไม่น้อย ทั้งยังมีการอยู่นอกระบบซึ่งพิเศษเฉพาะอีกบางอย่าง ที่ทำให้บิตคอยน์เป็นของเย้ายวนใจ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ชอบหรือไม่เป็นสุขนักกับระบบการเงิน ระบบธนาคารจริง ๆ ในเวลานี้

ด้วยเหตุนี้ อาจิตถึงได้บอกว่า ถ้าถามว่าบิตคอยน์จะพุ่งขึ้นถึง 40,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ในกลางปีหน้า ก็คงไม่มีใครบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าการทะยานขึ้นไปในระดับนั้นเป็นไปตามหลักเหตุผลและมีตรรกอยู่ในตัวหรือไม่ คำตอบก็คงเป็นไม่เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนมองเห็นความเป็นจริงเมื่อใดเท่านั้นเอง