เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ธุรกิจ-ชีวิต-การลงทุน ล้มแล้วลุกได้ ด้วยการเรียนรู้

17 มี.ค. 2565 | 10:56น.

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์โลกธุรกิจ การดำเนินชีวิต และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คนยิ่งต้องเรียนรู้มากกว่าเดิม ทั้งยังต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพราะหากทำได้ก่อนย่อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการลงทุน ซึ่งการรู้เท่าทันอาจไม่พอควรต้องเก็บแต้มต่อด้วยการรู้ในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้

ด้วยเหตุนี้ เลกซัส ประเทศไทย จึงจัดสัมมนาใหญ่ “Beyond the Future ธุรกิจ-ชีวิต-การลงทุน” โดยมี 3 กูรูในวงการธุรกิจและสตาร์ตอัพมาร่วมส่งต่อความรู้ให้ทุกคนพร้อมรับมือกับโลกอนาคตอย่างชาญฉลาด โดยมี “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

“เผดิมภพ สงเคราะห์” กรรมการผู้จัดการ ประธานสายธุรกิจรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และ “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ (Academy of Business Creativity : ABC)

การเรียนรู้ 4 ประเภท

สำหรับหัวข้อที่ “ธนา” บรรยาย คือ “ล้ม ลุก เรียนรู้” โดยเขากล่าวในเบื้องต้นว่า มนุษย์มีรูปแบบการเรียนรู้อยู่ 4 อย่าง ได้แก่ หนึ่ง known known รู้ว่ารู้อะไร, สอง unknown known ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร, สาม known unknown รู้ว่าตนเองไม่รู้ และ สี่ unknown unknown ไม่รู้ว่าตนไม่รู้

ซึ่งรูปแบบที่ 4 ถือว่าเป็นรูปแบบที่อันตรายที่สุด และตรงข้ามกับ known unknown ที่ถึงแม้ไม่รู้แต่รู้ว่าจะต้องค้นหาสิ่งที่ไม่รู้อย่างไร แต่แบบที่สี่เป็นคนที่ไม่รู้ว่าตนเองยังไม่รู้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินธุรกิจเกิดความเสี่ยงที่ไม่อาจพยากรณ์ได้

“ดังนั้น การสำรวจตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรากำลังอยู่ในโลก VUCA ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ยากจะคาดเดา มีความซับซ้อนสูง และคลุมเครือเกินกว่าจะอธิบายได้ โดย V ย่อมาจาก volatility คือความผันผวน, U ย่อมาจาก uncertainty คือความไม่แน่นอน, C ย่อมาจาก complexity คือความซับซ้อน และ A ย่อมาจาก ambiguity คือความคลุมเครือ

การวางตัวให้อยู่รอดแบบกลาง ๆ ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป แต่คนต้องพร้อมปรับตัว ลบชุดความคิดเดิม และเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทุกคน และคนทำงานทุกระดับ ทั้งระดับปฏิบัติการ และผู้บริหารระดับสูง”

แต่ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง คือ นิสัยของมนุษย์ เพราะถึงแม้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปรวดเร็วเพียงใด แต่จุดอ่อนของมนุษย์คือเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เช่น รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะใช้เหตุผลส่วนตัว และอารมณ์ในการตัดสิน เช่น มองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ต้องรีบ ความอดทนต่ำ หรือไม่อยากทำอะไรที่ท้าทาย เพราะไม่อยากเหนื่อย เป็นต้น

“คนที่ไม่เป็นทาสของอารมณ์จะเป็นคนที่มีแต้มต่อในการก้าวไปข้างหน้าได้ดีกว่า ซึ่งผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการทำทีละเล็กทีละน้อย แต่ทำทุกวัน แต่ละวันถ้าเราเปลี่ยนแปลง 1% เท่ากับว่าใน 1 ปี เราจะดีขึ้น 360%”

ต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว

“ธนา” กล่าวด้วยว่า ความลับที่จะเร่งองค์กรหรือคนให้เปลี่ยนแปลงได้เร็ว คือ ความกลัว เพราะคนที่กลัวจะพยายามหาหนทางเพื่อป้องกันความล้มเหลว คนกลุ่มนี้จะอยากเข้าไปเกี่ยวข้องทุกเรื่องที่ตนเองยังไม่มีความรู้ และเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ คนที่จะอยู่รอดท่ามกลางโลก VUCA คือคนที่เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว กล้าวางความสำเร็จในอดีตลง และยอมรับว่าประสบการณ์เดิมใช้ไม่ได้แล้ว เพราะยิ่งยอมรับว่าไม่รู้ จะทำให้ยิ่งรู้ และกลัว พวกเขาจึงพยายาม

แต่จะต้องเป็นคนที่มีทักษะ growth mindset คือคนที่มีความเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม และความสามารถนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ผ่านความพยายาม การเรียนรู้ และความไม่ย่อท้อ นอกจากนั้น ยังมีความเชื่อว่าการล้มเหลวคือการได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ได้เสมอ ซึ่งต่างจากคนที่มี fixed mindset คือคนที่มีกรอบความคิด หรือทัศนคติแบบดั้งเดิม ยึดติดกรอบความคิดเดิม ๆ และเกรงกลัวความผิดพลาด ไม่กล้าเสี่ยง

ลงมือทำแม้ไม่มีประสบการณ์

“ธนา” บอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักทำอะไรย้อนแย้งกับธรรมชาติ เช่น โดยธรรมชาติคนเราจะค่อย ๆ ทำงานแต่ละชิ้นให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ยุคนี้ไม่สามารถใช้แนวทางแบบนั้นได้ เพราะเราต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้เร็วที่สุด ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ เพราะค่อยมาปรับแก้ภายหลังได้ แนวทางการทำงานเช่นนี้เป็นรูปแบบที่กลุ่มสตาร์ตอัพใช้ และทำให้ประสบความสำเร็จ สามารถตีตลาดแข่งกับบริษัทใหญ่ ๆ ได้สบาย ทั้งยังมีส่วนแบ่งในตลาดสูงมากในปัจจุบัน

“เพราะพวกเขาลงมือทำเลย ทำให้รู้ถึงแม้ไม่มีประสบกาณ์ก็ตาม ซึ่งข้อดีของการไม่มีประสบการณ์ คือจะทำให้สินค้าหรือบริการที่ออกมาสู่ตลาดแตกต่างจากของคนอื่น นอกจากนั้น ปัจจัยที่ทำให้สตาร์ตอัพแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ดีคือการมองจากมุมของลูกค้า หา pain points (ปัญหาที่ลูกค้าประสบอยู่) และมี empathy (ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น) โดยจะคิดแก้ปัญหาที่ลูกค้าไม่ชอบ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาใช้ง่าย และได้รับความนิยม ต่างจากบริษัทใหญ่ ๆ ที่คิดถึงส่วนแบ่งทางการตลาด กำไร และการขาดทุนเป็นที่ตั้ง”

การมีชีวิตอยู่แบบ “อิคิไก”

“ธนา” กล่าวในตอนท้ายว่า ปรัชญาที่ช่วยให้คนมีความพยายาม คือ “อิคิไก” ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลเป็นไทยมีความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คือคนเราจะเริ่มมีใจทำสิ่งต่าง ๆ เมื่อรู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ดังนั้น ทุกคนควรหาอิคิไกของตนเองให้เจอ เพื่อจะได้เป็นแรงขับเคลื่อนในการทำสิ่งที่ยากลำบาก และผลักดันความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ออกมาได้

“ความคิดสร้างสรรค์ที่เจ๋ง ๆ มักไม่เกิดในห้องประชุม แต่เกิดจากการพูดคุยในบรรยากาศที่สบาย และนำตัวเองเข้าไปอยู่ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ตอนที่ธนาคาร SCB จะทำบริการด้านฟินเทคแอปพลิเคชั่นแม่มณี ซึ่งเป็นบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ตอนนั้นพวกเราลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ขายและผู้ซื้อ เพื่อฟังความต้องการของพวกเขา มากกว่าที่จะไปพูดให้พวกเขาฟัง จากนั้นจึงค่อยหาตรงกลางระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย และเกิดความคิดสร้างสรรค์ดี ๆ ออกมา”

ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องปรับตัว และปรับใจเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนา เธียรอัจฉริยะ