คลัง จัดสัมมนาให้ความรู้เท่าภัยทางการเงิน แฉ 5 กลโกง
เงินบาท
คลังจัดสัมมนาวิชาการสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องการคุ้มครองเงินฝากและการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน แฉ 5 กลโกงมิจฉาชีพ พร้อมให้ความรู้เท่าทันหนี้
วันที่ 22 เมษายน 2565 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยผลการการสัมมนาวิชาการสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องการคุ้มครองเงินฝากและการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ครั้งที่ 1/2565 ที่จัดขึ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2565 เวลา 08.00 – 16.00 น.
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการคุ้มครองเงินฝาก และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงินและผู้ใช้บริการทางการเงิน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมสัมมนาและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ สาระสำคัญของการสัมมนา ประกอบด้วย 1) การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถิติและภัยการเงินสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กลโกงทางโทรศัพท์ในรูปแบบแก๊งคอลเซนเตอร์ การหลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ การหลอกลวงให้ลงทุนในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ เงินกู้นอกระบบ และการรับจ้างเปิดบัญชี พร้อมทั้งได้แนะนำวิธีป้องกันและรับมือกับภัยทางการเงินดังกล่าว ได้แก่ การเช็คตัวตนและหน่วยงานโดยถามถึงหลักฐาน การปรึกษาหาคำแนะนำจากหน่วยงานหรือสถาบันการเงิน และหากมีการโอนเงินไปแล้วให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขอระงับธุรกรรม
พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการรับจ้างเปิดบัญชีปลอม (บัญชีม้า) ว่า มิจฉาชีพจะลวงให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีในนามของตน แล้วนำบัญชีดังกล่าวไปทำธุรกรรมทุจริต ซึ่งผู้เสียหายอาจต้องโทษกระทำความผิดฐานฟอกเงินได้ รวมทั้งย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโตเคอเรนซีในปัจจุบันยังไม่สามารถใช้เป็นเงินชำระหนี้ตามกฎหมาย
2) นโยบายการคุ้มครองเงินฝากในภาพรวม อำนาจหน้าที่ พันธกิจ บทบาทของ สคฝ. ในการดำเนินนโยบายด้านการคุ้มครองเงินฝาก ประโยชน์ของการคุ้มครองเงินฝากเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน
ปัจจุบันสถานการณ์ภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยมีความมั่นคงแข็งแรง ระบบการจ่ายคืนของ สคฝ. จะรับข้อมูลผู้ฝากเงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ในความคุ้มครองและมีการจ่ายเงินให้กับผู้ฝากเงินทางพร้อมเพย์เป็นหลัก ส่วนที่เหลือจะคืนเงินโดยส่งเช็คทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในบัตรประชาชนให้แก่ผู้ฝากที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ ผู้ฝากเงินสามารถดำเนินการผูกพร้อมเพย์ผ่านทางหมายเลขบัตรประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือกับสถาบันการเงิน พร้อมทั้งแนะนำว่าการผูกพร้อมเพย์จะทำให้ได้รับคืนเงินรวดเร็วกว่า โดยผู้ฝากเงินไม่มีขั้นตอนและเอกสารใดเพราะมีข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลสำหรับการนี้รวมทั้งได้เน้นย้ำถึงช่องทางการติดต่อ สคฝ. เช่น สายด่วน Call Center 1158 และ Line Chat เป็นต้น
3) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมาของการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตในประเทศไทย บทบาทองค์กร การดำเนินงานและกลไกการกำกับดูแลของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ประกอบด้วย การทำความเข้าใจพื้นฐานและข้อมูลที่ใช้พิจารณาการกู้เงิน ตลอดจนตอบคำถามเกี่ยวกับเครดิตบูโรที่พบได้บ่อย เช่น เครดิตบูโรเก็บข้อมูลตามจริงที่สถาบันการเงินส่งให้โดยไม่มีหน้าที่ขึ้นแบล็คลิสต์ เป็นต้น
ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลเครดิตในปัจจุบันของผู้ที่มีภาระหนี้กว่า 30 ล้านคน ผู้มีภาระหนี้ 16 ราย ใน 100 รายไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุน้อย และความสามารถในการชำระหนี้ซึ่งคำนวณจากสัดส่วนภาระหนี้ทั้งหมดต่อเดือนต่อรายได้ ควรอยู่ที่ระดับร้อยละ 40 ถึง 70 และหากมากกว่าร้อยละ 70 ควรเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ต่อไป
นอกจากนี้ การสัมมนาภาคบ่าย เป็นการสัมมนาหัวข้อ “คุ้มครองการเงินไทยในยุค Next Normal” โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่
1) การรู้เท่าทันหนี้ การสร้างหนี้อย่างไรให้ถูกวิธี หนี้ที่อาจก่อให้เกิดปัญหา การคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ยจากการสร้างหนี้ และมีการอธิบายเรื่องการปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแบบใหม่ ตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 ของ ธปท.
และขั้นตอนในการปลดหนี้ เช่น การสรุปหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด การวางแผนการชำระคืนหนี้ การหาที่ปรึกษา และการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ เป็นต้น และได้แนะนำให้นำทรัพย์สินมาพยายามไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ก่อน เพราะการบริหารหนี้ผ่านกระบวนการยุติธรรมเป็นการเสียเวลาเพิ่มขึ้น และหากต้องไปขึ้นศาลควรไปตามที่ศาลนัดทุกครั้ง เพื่อให้ศาลไม่ต้องตามสืบทรัพย์เพื่อทำการยึดทรัพย์
2) การออมเพื่อการเกษียณ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออมเงินเพื่อการเกษียณในยุค Next Normal ตลอดจนระบบโครงสร้างของบำเหน็จบำนาญของประเทศไทย และสาระความรู้เกี่ยวกับออมในรูปแบบภาคบังคับและภาคสมัครใจ เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงแนวนโยบายของรัฐด้านการออมเพื่อการเกษียณซึ่งมีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน คือ ครอบคลุม เพียงพอ และยั่งยืน ในช่วงท้ายได้แนะนำว่าหากมีการเปลี่ยนสายงานจากราชการเป็นเอกชน ควรนำเงินบำเหน็จที่ได้จากการทำงานราชการไปลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อการออมอย่างต่อเนื่อง