อุบัติเหตุกระทบเศรษฐกิจ
คอลัมน์ สามัญสำนึก โดย สมปอง แจ่มเกาะ
กลับเข้าสู่สภาพความเป็นจริงของชีวิตกันอีก หลังจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา
หลายคนคงถือโอกาสกลับบ้านไปหาพ่อแม่ญาติ
พี่น้องที่ต่างจังหวัด บางคนอาจจะพักผ่อนอยู่กับบ้าน ทำบุญไหว้พระ บ้างก็มีสังสรรค์ในบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย
มีความสุขกันพอหอมปากหอมคอตามอัตภาพ เป็นการชาร์จแบตเติมไฟให้ตัวเอง ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นทำงาน ดำเนินชีวิตตามปกติที่เคยเป็นอีกครั้ง
แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้เฉลิมฉลองในเทศกาลแห่งความสุขนี้ เพราะต้องพะว้าพะวังอยู่กับการจัดการงานศพ ดูแลญาติพี่น้องที่ต้องประสบอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางกลับบ้าน
เป็นอะไรที่หดหู่ และน่าใจหาย
ล่าสุด ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) สรุปสถิติอุบัติเหตุตลอดช่วง 7 วันอันตราย (28
ธันวาคม 2560-4 มกราคม 2561) อย่างเป็นทางการพบว่า
ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้มียอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 423 ราย
บาดเจ็บ 4,005 คน จากจำนวนอุบัติเหตุ 3,841 ครั้ง
เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาที่มีผู้เสียชีวิต 478 ราย
บาดเจ็บ 4,068 คน จากอุบัติเหตุ 3,899 ครั้ง
นี่คือ ปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ที่แทบทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญมาต่อเนื่อง ถึงขนาดบรรจุไว้เป็นวาระแห่งชาติกันเลยทีเดียว
แต่ก็อย่างที่รับรู้กันว่า เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่เมื่อไหร่
หรือถึงเทศกาลสงกรานต์คราใด ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตัวเลขการตาย การบาดเจ็บก็จะพุ่งโด่งขึ้นมาทันที
เป็นเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะทุ่มสรรพกำลังลงมาเพื่อรณรงค์และป้องกันอย่างเต็มความสามารถ
ผมกลับมานั่งค้นสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวบรวมไว้ และพบว่าตลอดช่วง 7 ปี (2554-2560) ที่ผ่านมา ช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ มีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณปีละ 3,300-3,400 ครั้ง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีประมาณ 350-370 ราย และผู้บาดเจ็บประมาณ 3,400-3,500 คน
รวมเฉพาะ 2 เทศกาลนี้จะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 700-840 คน ส่วนผู้บาดเจ็บตัวเลขจะอยู่ที่ 6,800-7,000 คน
แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ที่จะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 22,000 คน และมีผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 107,500 คน
และในความเป็นจริง ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะกับผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างและก่อให้เกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย
ปลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อปี 2549 ไทยสูญเงินกับเรื่องนี้ไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท
และเพิ่มเป็น 4.5 แสนล้านบาท ในปี 2559 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งระบุว่า ตัวเลขนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่ นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนระบุว่า มูลค่าที่เสียไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต ประมาณ 4 แสนล้านบาท นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลผู้รอดชีวิตที่บาดเจ็บและพิการอีก คาดว่าน่าจะประมาณ 1 ใน 3 จากงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละปี
เช่นเดียวกับผลวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ที่เผยแพร่เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งระบุว่า ในช่วงปี 2554-2556 มูลค่าของอุบัติเหตุเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 545,435 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
แต่อุบัติเหตุทางถนนของไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ตัวเลขที่ทีดีอาร์ไอเคยวิจัยไว้ก็น่าจะมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น
ถือเป็นการสูญเสียที่ไม่จำเป็นโดยประการทั้งปวง
เม็ดเงินที่สูญเสียไปกับปัญหาอุบัติเหตุน่าจะนำไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้อีกตั้งมากมาย