รัสเซียเตือน มนุษยชาติเผชิญความเสี่ยง หากตะวันตกเดินหน้าคว่ำบาตร
อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย “ดมิทรี เมดเวเดฟ” เตือน มนุษยชาติเผชิญความเสี่ยง หากชาติตะวันตกพร้อมใจกันลงโทษรัสเซีย กรณีรุกรานยูเครน
วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 แชนแนลนิวส์เอเชียรายงานว่า “ดมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่า ความพยายามใด ๆ จากชาติตะวันตกที่ต้องการลงโทษกรณีรัสเซียบุกยูเครน ได้สร้างความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ ในขณะที่ความขัดแย้งซึ่งดำเนินมาเกือบ 5 เดือน ทำให้หลายเมืองพังเสียหาย และผู้คนหลายพันคนไร้ที่อยู่อาศัย
การบุกยูเครนของรัสเซีย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จุดชนวนให้เกิดวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก นับตั้งแต่วิกฤตขีปนาวุธคิวบา เมื่อปี 2505 ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวว่าโลกจะตกอยู่ในสงครามนิวเคลียร์
“โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “วลาดีมีร์ ปูติน” ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นอาชญากรสงคราม และทำให้ตะวันตกต้องส่งอาวุธไปช่วยยูเครน พร้อมทำกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย
เมดเวเดฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่งคงแห่งรัสเซีย กล่าวผ่านเทเลแกรมว่า แนวคิดในการลงโทษประเทศที่มีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ที่ใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งนั้นเป็นเรื่องไร้เหตุผล และอาจะเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ
รัสเซียและสหรัฐฯครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 90% ของโลก ทั้งสองประเทศมีหัวรบประมาณ 4,000 หัวอยู่ในคลังอาวุธ ตามรายงานของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน
เมดเวเดฟยังโจมตีว่าสหรัฐฯเป็นอาณาจักรที่ทำให้เกิดการนองเลือดไปทั่วโลก โดยอ้างถึงการสังหารชาวอเมริกันพื้นเมือง การโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของสหรัฐฯในญี่ปุ่น และสงครามมากมาย ตั้งแต่สงครามเวียดนามไปจนถึงอัฟกานิสถาน
เขากล่าวอีกว่า ความพยายามต่าง ๆ เพื่อใช้ศาลหรือคณะตุลาการเพื่อตรวจสอบการกระทำของรัสเซียในยูเครน เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์และเสี่ยงทำให้โลกเสียหาย
ปูตินเริ่มการรุกรานยูเครน โดยเรียกการดำเนินการนี้ว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” เพื่อปลดอาวุธยูเครน และถอนรากถอนโคนสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นชาตินิยมที่อันตราย ตลอดจนเพื่อปกป้องผู้ที่ใช้ภาษารัสเซียในยูเครน
ยูเครนและพันธมิตรกล่าวว่า รัสเซียสร้างความขัดแย้งครั้งใหญ่สุดในยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
หลังล้มเหลวในการยึดกรุงเคียฟในช่วงก่อนหน้านี้ รัสเซียกำลังเดินหน้าบุกในภูมิภาคดอนบัสของยูเครน ซึ่งบางส่วนในดอนบัสได้ถูกควบคุมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย