เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
EXIM BANK ปลื้มหลักสูตร EXIM 2X จับคู่ธุรกิจสำเร็จ 90 คู่เจรจา หนุนสินเชื่อ-ประกันการส่งออกกว่า 544 ล้าน
Finance EXIM BANK ปลื้มหลักสูตร EXIM 2X จับคู่ธุรกิจสำเร็จ 90 คู่เจรจา หนุนสินเชื่อ-ประกันการส่งออกกว่า 544 ล้าน
TSD ยืนยันระบบถูกแฮ็กไม่มีข้อมูล “ยอดหุ้น” หลุด-มีแค่ข้อมูลส่วนบุคคลเกือบ 10 รายการ
Finance TSD ยืนยันระบบถูกแฮ็กไม่มีข้อมูล “ยอดหุ้น” หลุด-มีแค่ข้อมูลส่วนบุคคลเกือบ 10 รายการ
อุตสาหกรรมชิปเดือด ผวา เครื่องยิงชิปจีน ?
Tech อุตสาหกรรมชิปเดือด ผวา เครื่องยิงชิปจีน ?
คลังเตรียมออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ธ.ก.ส. ครบ 60 ปี
Finance คลังเตรียมออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ธ.ก.ส. ครบ 60 ปี
กองทุนน้ำมันติดลบ 6.57 หมื่นล้าน หลังหนี้สินสูงกว่าแสนล้าน
Economic กองทุนน้ำมันติดลบ 6.57 หมื่นล้าน หลังหนี้สินสูงกว่าแสนล้าน
“แพลนบี” ชวนชาวไทยชม Immersive Art เฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 หน้าอาคารสถิตไทยชโย หัวมุมถนนดำเนินกลาง
Business “แพลนบี” ชวนชาวไทยชม Immersive Art เฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 หน้าอาคารสถิตไทยชโย หัวมุมถนนดำเนินกลาง
ตำรวจไซเบอร์ เตือนนักลงทุนข้อมูลรั่วจาก TSD มีโอกาสถูก “หลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤต” แนะวิธีป้องกัน
Finance ตำรวจไซเบอร์ เตือนนักลงทุนข้อมูลรั่วจาก TSD มีโอกาสถูก “หลอกซ้ำซ้อนจากวิกฤต” แนะวิธีป้องกัน
ยันฮี ชี้ LGBTQ+ Healthcare อนาคตใหม่ธุรกิจการแพทย์ – Medical Tourism ไทย
Business ยันฮี ชี้ LGBTQ+ Healthcare อนาคตใหม่ธุรกิจการแพทย์ – Medical Tourism ไทย
The Senior รพ.ผู้สูงอายุนำ “หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง” เสริมการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแนวทางบำบัดแบบไม่ใช้ยา
Business The Senior รพ.ผู้สูงอายุนำ “หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง” เสริมการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแนวทางบำบัดแบบไม่ใช้ยา
จีนส่งสัญญาณยอมรับ ‘ภาษีทรัมป์’ หลังโดน 12.5 % Section 301
World จีนส่งสัญญาณยอมรับ ‘ภาษีทรัมป์’ หลังโดน 12.5 % Section 301
ดูทั้งหมด

สัญญาณแบงก์ไทยไล่ขายธุรกิจ บลจ. จับตาเข้าสู่ยุค “ควบรวมกิจการ”

18 ก.ค. 2565 | 07:01น.
ธนาคารพาณิชย์ ATM

กลายเป็นกระแสข่าวใหญ่ ที่น่าติดตามในช่วงเวลานี้ หลังสำนักข่าว Bloomberg ตีข่าวสองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย อย่าง บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) และ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาขายธุรกิจ บลจ. ซึ่งมีขนาดไซซ์ราว ๆ 3-5 หมื่นล้านบาท

ถ้าพิจารณาจากสัญญาณตรงนี้ สะท้อนถึงแบงก์ไทยกำลังลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจกองทุนรวม อาจเป็นไปได้ว่าธุรกิจกองทุนรวมในไทย หรือธุรกิจ บลจ.ไทย กำลังจะถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือไม่ ?

วันนี้ Prachachat Wealth ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่จะมาฉายภาพรวมการแข่งขันธุรกิจกองทุนรวมในประเทศไทย

รวมถึงมุมมองในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ และความน่าสนใจของดีลที่กำลังจะเกิดขึ้น มีโอกาสจะเห็นการเทกโอเวอร์ การควบรวมกิจการ หรือการเป็นพาร์ตเนอร์ ระหว่าง บลจ.ไทย กับ บลจ.ต่างชาติ หรือไม่ ไปร่วมรับชมกันเลย

Q: แบงก์ไทยไล่ขาย-ลดสัดส่วนบริษัทย่อยทำธุรกิจกองทุนรวม หันไปลงทุนบริษัทเทคคอมปะนี มองการแข่งขันธุรกิจกองทุนรวมในไทย ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง

ดร.จิติพล กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจกองทุน ณ ปัจจุบัน ต้องบอกว่าโอกาสในการเติบโตของเรามันจะไปอยู่ในการลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก จะสังเกตเห็นว่า บลจ.ไทยในช่วงหลัง ๆ กองทุนที่ขายได้ดี ก็มักเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนต่างประเทศ จะสังเกตเห็นว่าในฝั่งของธนาคารอาจจะเริ่มมองเห็นภาพว่า จริง ๆ แล้วธุรกิจในฝั่งกองทุนอาจจะเป็นธุรกิจที่จำเป็นจะต้องเป็นธุรกิจในลักษณะที่เป็น Regional หรือเป็นธุรกิจ Global เป็นหลัก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงพยายามจัดสัดส่วนในการถือครองธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้ออกไป

อีกจุดหนึ่งที่ผมมองว่าเป็นส่วนสำคัญก็คือ แบงก์ก็ยังมองว่าตัวเองสามารถขายกองทุนได้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ บลจ.แล้ว อย่างเช่น โมเดลที่ ณ ปัจจุบันธนาคารทำแล้วก็ได้รับเสียงตอบรับดีจากในฝั่งของผู้บริโภคก็คือ มีการเป็น Open Architects ก็คือไม่ใช่ขายเฉพาะของ บลจ.ของตัวเองอย่างเดียว มีขายของ บลจ.อื่นด้วย เพราะฉะนั้นในฝั่งของธนาคารเราก็จะเห็นเทรนด์นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะเดียวกัน สำหรับในฝั่งของต่างชาติ โอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ต่อให้เป็น บลจ.ยักษ์ใหญ่ของโลกจริง ๆ ก็ถือว่าค่อนข้างยาก เพราะมีเรื่องของกฎระเบียบ มีเรื่องการกำกับควบคุมที่เรียกว่าแตกต่าง

เพราะฉะนั้น อาจเป็นการดีกว่าก็ได้ที่ในส่วนของธนาคารก็ดำเนินธุรกิจที่เป็นลักษณะช่องทางของบริการทางการเงิน ส่วนของ บลจ.ก็เข้าไปควบรวมกับ บลจ.ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริการ ด้านการลงทุนครับ

 

Q: ปัจจุบันถ้าเราดูส่วนแบ่งตลาด ผู้เล่นหลัก ๆ เป็นใคร

ดร.จิติพล กล่าวต่อว่า ถ้าเกิดเรามองในเชิงธุรกิจโลกจะสังเกตเห็นว่าผู้บริหารเงินหลัก ๆ จะอยู่ในฝั่งของอเมริกาเป็นหลัก ประมาณ 50% ก็จะเป็นบริษัท Asset Management ยักษ์ใหญ่ในฝั่งของอเมริกา ต่อมาเป็นฝั่งของยุโรป จะมีสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ประมาณกว่า 30% และที่เหลือจะเป็นฝั่งของเอเชีย

ในประเทศไทยจะเรียกว่าค่อนข้างแตกต่าง เพราะว่าเรามีกฎที่ค่อนข้างเข้มงวด เพราะฉะนั้นบริษัทที่ Asset Management ของเราส่วนใหญ่ประมาณ 90% ก็จะเป็นบริษัทที่ถือโดยคนไทย และก็จะมีบริษัทแม่ที่เป็นธนาคารใหญ่ เรียกว่าเป็น  Legacy ก่อนหน้านี้ที่เคยได้มาจากช่วงอุตสาหกรรมประมาณ 10 ปีก่อน

แต่ถ้าเกิดเรามองไปในอนาคต จุดหนึ่งที่เราจะเห็นคือ กลุ่ม Asset Management ที่มีแม่เป็นธนาคาร จุดเด่นของเขาคือ จะขายพวกตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ที่เป็น Mixed Asset ได้ดี เพราะเขามีช่องทางการขายที่ตรงไปตรงมา และก็มีลูกค้าที่เป็นฐานเงินฝาก

ส่วนกลุ่มที่เป็น Asset Management ในช่วงหลัง ๆ  ก็จะมีความสามารถด้านการบริหารจัดการเกี่ยวกับ Equity หรือว่าหุ้นที่เก่งกว่า ในขณะเดียวกัน ถ้าเกิดใครที่สามารถพาร์ตเนอร์ได้กับ บลจ.ยักษ์ใหญ่ และสร้างผลตอบแทนได้ดี ก็จะสามารถสร้าง Asset Under Management หรือว่าเงินลงทุนก็จะย้ายไปอยู่กับ บลจ.เหล่านั้นได้เยอะขึ้น

อย่างที่เราเห็นค่อนข้างชัดเจนเลยในช่วงหลัง ๆ ก็คือ เราจะเห็นว่ามีธนาคารยักษ์ใหญ่ของเรา 2 ที่ที่พยายามจะลดสัดส่วนของการถือ บลจ. แต่ถ้าเกิดเรามาดู Lead ข้างใต้ของ บลจ.ไทย จะสังเกตเห็นกลุ่มที่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ หรือกลุ่มขนาดกลาง จะมีการควบรวมกัน และจะมี บลจ.ต่างประเทศที่เข้ามาซื้อ และพยายามจะควบรวมอีก เพราะฉะนั้นถ้ามองในเชิงของโอกาสก็จะมีความแตกต่างกัน

กลุ่มใหญ่ก็อาจจะเกิดมาเพื่อขายโปรดักต์ที่ความเสี่ยงต่ำ ส่วนกลุ่มเล็กก็จะเกิดมาเพื่อโปรดักต์ที่มีความ sophisticated หรือมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นครับ

 

Q: ประเมิน 2 ดีลที่เป็นกระแสข่าว มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหมในอนาคต

ดร.จิติพล กล่าวอีกว่า จริง ๆ ผมเชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นมีแน่นอนอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าถ้ามองในมุมของความคุ้มค่า อาจจะต้องคิดเยอะ ๆ นะครับ เพราะว่าในมุมของตลาดไทย สิ่งที่ บลจ.ต่างประเทศเข้ามาและสามารถซื้อได้ก็คือ เป็น AUM ของกลุ่มนักลงทุนไทยอย่างเดียวเลย เพราะว่า บลจ.ไทยไม่ได้มีการลงทุนในต่างประเทศมากมายนัก

และเงินส่วนใหญ่ถ้าเกิดเราเห็นสินทรัพย์ใต้การบริหารอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่เกินครึ่งก็เป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะฉะนั้น ต่อให้เราซื้อมาก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถผันออกมาเป็นกำไรได้ทั้งหมด

แต่ถ้าเกิดมองดูในแง่ขนาดของ บลจ. ถ้าพูดกันในมุมของเรื่องช่องทางการขาย ยิ่ง บลจ.ที่มีขนาดใหญ่มาก ก็จะยิ่งสามารถออกโปรดักต์ได้ง่ายขึ้น และก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีช่องทางในการขายได้เยอะ

นึกสภาพ บลจ.ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ณ ปัจจุบัน ในฝั่งของอเมริกา อย่างเช่น BlackRock หรือ J.P. Morgan ถ้าเกิดมีสาขาในไทย หรือมีความร่วมมือกันกับในไทย ก็อาจจะสามารถขายโปรดักต์เขาได้ง่ายขึ้น

เรามองอย่างนี้มากกว่า ว่าโอกาสที่จะขายทั้งหมดเลย เรียกว่ายังมีโอกาสที่ค่อนข้างน้อย แต่โอกาสที่จะเป็นความร่วมมือกันระหว่าง บลจ.ใหญ่ ๆ เข้ามาพาร์ตเนอร์กับในฝั่ง บลจ.ไทย ถือ 51:49% ตรงนี้ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ก็จะเป็นได้ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถ และเพิ่มโปรดักต์ให้กับ บลจ.ไทย ด้วยกันเอง ในขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถยืน Channel ในการขายในฝั่งของธนาคารได้ด้วย น่าจะเป็นโซลูชั่นที่ค่อนข้างเหมาะสมที่สุด

Landscape อุตสาหกรรมกองทุนรวมเปลี่ยน

Q: สะท้อนได้ไหมครับว่า อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น Landscape อุตสาหกรรมกองทุนรวม ที่จะต้องเปลี่ยนไปเป็นแบบ Open Architecture

ดร.จิติพล กล่าวเสริมอีกว่า ถูกต้องครับ จุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และก็แบงก์กำลังเปลี่ยนไปก็คือ อย่างแรกเลย ในฝั่งของพอร์ตโฟลิโอที่ธนาคารมี จะสังเกตเห็นว่าสมัยก่อนเราก็จะมีกู้-ฝาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันมันก็ยังทำธุรกิจได้ แต่ด้วยภาวะดอกเบี้ยที่อาจจะไม่ได้สูงมาก แล้วภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี NPL(หนี้เสีย) พุ่งขึ้นมา ก็ทำให้แบงก์จำเป็นต้องหาธุรกิจใหม่

ธุรกิจใหม่สมัยก่อนก็อาจจะมีในลักษณะของการขายประกัน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็เรียกว่าเป็นธุรกิจที่อิ่มตัวไประดับหนึ่ง ธนาคารก็ไม่ได้เพิ่มเงินลงทุนเข้าไปตรงนั้นอีก ธุรกิจในส่วนของ Asset Management ก็เป็นธุรกิจที่จำเป็นจะต้องมี Global Expertise ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทางธนาคารพาณิชย์ก็อาจจะไม่ได้มีขีดความสามารถมากนัก

ธุรกิจใหม่ ๆ ตอนนี้ก็จะเป็นธุรกิจทางด้านเกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าธนาคารมีจุดแข็ง 2 อย่างคือ 1.มีโอเปอเรชั่น หรือการบริหารจัดการที่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จะมีแต้มต่อ ต่อให้เราไม่ขายเทคโนโลยีเอง แต่เราก็สามารถเอาเทคโนโลยีมาทำให้ธุรกิจเดิมดีขึ้นได้

2.ถ้าเกิดเราพัฒนาเทคโนโลยีออกมาเป็นเทคโนโลยีที่สามารถขายได้ ก็อาจจะเปลี่ยนบริษัทให้กลายเป็นเทคคอมปะนี และมีมูลค่าของบริษัทที่สูงขึ้นได้

นั่นคือเหตุผลหลักที่ทำไมในกลุ่มของธนาคารช่วงนี้ถึงมีการปรับพอร์ตโฟลิโอของตัวเองเรียกว่าหลากหลายอย่างที่เป็นกระแส มีทั้งธนาคารใหญ่หลายแห่งที่พยายามจะลดสัดส่วนในการถือครองบริษัท Asset Management และพยายามจะไปเพิ่มสัดส่วนในการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีมากขึ้น ก็จะเป็นเทรนด์ที่เราจะเห็นในช่วงอนาคตจากนี้เป็นต้นไปครับ