จีนส่งสัญญาณยอมรับ ‘ภาษีทรัมป์’ หลังโดน 12.5 % Section 301
กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์แสดงท่าทียอมรับภาษีที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์เรียกเก็บระลอกล่าสุดที่ 12.5 % ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ในแง่บวกจากสถานการณ์สงครามการค้าที่เริ่มดูดีขึ้น
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ภายหลังจากที่สหรัฐประกาศเรียกเก็บภาษี 12.5 % รวมถึงจีนจากปัญหาแรงงานบังคับ ซึ่งมีผลไปเมื่อ 24 กรกฎาคม อาศัยอำนาจตามมาตรา 301 (Section 301) ล่าสุดจีนแสดงท่าทีว่าจะยอมรับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐในระดับที่ตกลงกันไว้เมื่อปีที่แล้ว และจะเจรจาต่อเพื่อขยายระยะเวลาการพักรบสงครามการค้าต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังมีเสถียรภาพมากขึ้น
กระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวในแถลงการณ์วันนี้ (28 กรกฎาคม 2026) ว่า จีนหวังว่าสหรัฐจะเคารพในพันธสัญญา และไม่ว่าเหตุผลใดก็ตามที่ใช้อ้างในการเรียกเก็บหรือเปลี่ยนแปลงภาษีนำเข้าที่เก็บกับจีนในอนาคต ระดับภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อจีนจะไม่เกินระดับที่ตกลงกันไว้ในการเจรจาทวิภาคีที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการประชุมนอกรอบในห้วงการประชุมอาเซียนซัมมิตที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพปี 2025
กระทรวงพาณิชย์จีนอธิบายเพิ่มว่า ทีมเจรจาการค้าจากทั้งสองประเทศหารือเกี่ยวกับการขยายข้อตกลงหนึ่งปีที่ตกลงกันไว้ ซึ่งต่อมาข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกได้รับการเปิดเผยในการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐและสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่นครปูซาน ประเทศเกาหลีใต้เมื่อปลายตุลาคมในปีเดียวกันจนนำไปสู่การระงับมาตรการภาษีตอบโต้ลงบางส่วน ข้อจำกัดแร์เอิร์ท รวมถึงการสอบสวนผู้ผลิตเรือชาวจีนเป็นการชั่วคราว ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้
ทางการจีนกล่าวอีกว่า สหรัฐควรยกเลิกภาษีฝ่ายเดียวในการเจรจาครั้งต่อไป เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า
“ (การทำงานเพื่อขยายระยะเวลาความร่วมมือ) สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ตลอดจนความคาดหวังในระดับนานาชาติ” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่ารัฐบาลจีนจะยอมรับภาษีนำเข้าของสหรัฐหากไม่เกินระดับที่ตกลงกันไว้ในมาเลเซีย ซึ่งทำให้อัตราภาษีอยู่ที่ประมาณ 30% ต่อมาอัตราภาษีดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 21% หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐยกเลิกภาษีบางส่วน
รัฐบาลทรัมป์พยายามเรียกร้องให้มีการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301ครั้งใหม่ เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรกลับไปสู่ระดับเดิมก่อนที่จะมีคำตัดสินศาลสูงสุด ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ตั้งเป้าว่าจะนำมาตรการภาษีศุลกากรกลับมาจัดเก็บในอัตราเดิมให้ทันภายในเดือนกรกฎาคม 2025 ขณะที่หวัง เหวินเตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีนเคยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการไต่สวนดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว
กระทรวงพาณิชย์จีนระบุถึงข้อตกลงด้านอื่นๆ รวมถึงการที่จีนซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ และการสร้างกลไกในการจัดการการค้าและการลงทุนเพื่อวางรากฐานการเจรจาทวิภาคีและยืนยันว่าคณะกรรมการการค้า (Board of Trade) ซึ่งเป็นผลลัพท์จากการที่ทรัมป์เยือนจีนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะพยายามลดภาษีสินค้าอย่างน้อย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 7% ของการส่งออกทั้งหมดของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาในปีที่แล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้กำหนดเป้าหมายแนวทางในการขยายการค้าสินค้าเกษตรทวิภาคีด้วย
นายชาง ชู และนายเดวิด ฉู่ นักเศรษฐศาสตร์บลูมเบิร์ก อิโคโนมิกส์กล่าวว่า นอกเหนือจากกลไกการเจรจาใหม่แล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการขยายเวลาสงบศึกและการบรรเทาภาษีสินค้าอย่างน้อย 30,000 ล้านดอลลาร์ หากทำได้สำเร็จ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับแนวโน้มการส่งออกของจีน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โดยรวมยังคงยากลำบาก ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น และอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงอย่างมาก
โดยปกติแล้วจีนนำเข้าสินค้าเกษตรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แม้ว่าปริมาณการนำเข้าจะชะลอตัวลงอย่างมากในปีที่แล้ว ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐไปยังจีนในปี 2024 อยู่ที่ 24,000 ล้านดอลลาร์ (8 แสนล้านบาท) โดยครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกถั่วเหลือง อย่างไรก็ตาม การส่งออกโดยรวมไปยังจีนลดลงเหลือ 8.3 พันล้านดอลลาร์ (2.7 แสนล้านบาท) ในปี 2025 หลังจากข้อพิพาทรุนแรงขึ้น
ความเห็นของกระทรวงพาณิชย์จีนทำให้เกิดความหวังในแง่ดีแต่ยังวางใจไม่ได้ทั้งหมดว่า การระงับข้อพิพาททางการค้าเป็นเวลาหนึ่งปีที่ผู้นำจีนและผู้นำสหรัฐบรรลุข้อตกลง จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป การเยือนจีนของทรัมป์เมื่อ 13-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในโอกาสประชุมสุดยอดกับสี จิ้นผิง ทำให้ทั้งสองประเทศตกลงที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เน้นความมั่นคง แม้ว่าฝ่ายจีนเตือนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันก็ตาม