‘กสิกรไทย’ ปั้นยุทธศาสตร์ยั่งยืน ด้วย Issue-based Strategy หนุนเศรษฐกิจไทยฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง
ธนาคารกสิกรไทยประกาศพลิกเกมยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนสู่ Issue-based Strategy ผนวกทุกมิติเข้ากับเป้าหมายการดำเนินงาน เพื่อรับมือคลื่นความท้าทายรุนแรงที่ถาโถม ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างภายในและแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มาพร้อมมาตรการทางการค้าอันเข้มงวด
นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึงปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องเตรียมรับมือ โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การเติบโตของ GDP ที่ยังอยู่ในระดับ “ต่ำ 2” มาต่อเนื่อง แม้จะมีการพยายามแก้ไขปัญหาจากภาครัฐและหลายภาคส่วน แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านยังคงเป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้สาธารณะที่ขยายตัวเกิน 60% และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงแนวโน้มการส่งออกในครึ่งปีหลังที่คาดการณ์ว่าจะติดลบ หลังจากการเร่งระดมส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก

นอกจากนี้ แรงกดดันภายนอกก็เข้มข้นขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าระดับโลกที่หันไปสู่การปกป้องตนเอง และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2.6 องศาเซลเซียส ภายในปี 2050 จะทำให้ GDP ของประเทศไทยหายไปถึง 34% ซึ่งเป็นผลกระทบที่ใหญ่เกินกว่าภาคส่วนใดจะรับมือได้เพียงลำพัง
เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว ธนาคารจึงได้ทบทวนกลยุทธ์เดิม และปรับเปลี่ยนสู่ “ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนแนวคิดใหม่แบบองค์รวม” โดยเน้นการขับเคลื่อนทั้ง 3 มิติ (E, S, G) ไปพร้อมกัน โดยกำหนด 3 ความมุ่งหมายหลัก เป็นแกนกลางในการจัดการ ประการแรกคือ การเป็นธนาคารที่ทุกคนเชื่อมั่น (Most Trusted Bank) เพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อถือในการให้บริการ มีธรรมาภิบาล และมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีในทุกมิติ ทั้งความเสี่ยงด้านเครดิต ไซเบอร์ สภาพคล่อง และกฎหมาย
ประการที่สองคือ การเสริมความยืดหยุ่นพร้อมก้าวสู่อนาคตร่วมกัน (Reinforce Future-Ready Resilience) ซึ่งหมายถึงการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ โดยต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และบริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีต้นทุนที่ถูกลงและดีขึ้นตลอดเวลา และประการสุดท้ายคือ การสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึง (Enable Inclusive Growth) ด้วยการสร้างความเข้าใจและความรู้ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความเท่าเทียม
ภายใต้แนวทางนี้ ธนาคารมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact) โดยได้แสดงผลลัพธ์ผ่านตัวอย่างการทำงานในสองด้านหลัก ไฮไลท์แรก คือ การส่งเสริมศักยภาพเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่ง ด้วยตระหนักดีว่าบทบาทสำคัญของธนาคารพาณิชย์คือการเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงได้มีการปฏิรูปกระบวนการเครดิตอย่างครบวงจร บนการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการผสานเทคโนโลยี Data & AI ส่งมอบสินเชื่อที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับศักยภาพของผู้รับ การปล่อยสินเชื่อจึงไม่ใช่เพียงเพื่อแสวงหากำไรเท่านั้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

นอกจากนี้ ธนาคารยังมองเห็น “วิกฤตที่เปลี่ยนเป็นโอกาส” ในการเข้าสู่ สังคมสูงวัย (Aging Society) แม้ว่าสังคมสูงวัยจะนำมาซึ่งความท้าทายด้านต้นทุนสาธารณสุข แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลุ่มผู้สูงวัยเป็นกลุ่มที่มีสินทรัพย์และกำลังซื้อสูง ทำให้ธุรกรรมด้าน Wealth Management เติบโตขึ้น ธนาคารจึงมุ่งให้บริการและให้คำแนะนำที่ดีในการบริหารความมั่งคั่งเพื่อเพิ่มพูนและกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์อย่างเหมาะสม
ที่สำคัญ ธนาคารยังเล็งเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่ไม่ได้สอนเรื่องการบริหารเงิน การลงทุน หรือการป้องกันการถูกหลอกลวงตั้งแต่ในวัยเรียน จึงได้เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ด้วยการส่งมอบองค์ความรู้ด้านการเงินและธุรกิจ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ความรู้การลงทุนภายใต้แบรนด์ K Wealth ความรู้ทางการเงินและความปลอดภัยด้านไซเบอร์ผ่านแคมเปญ “สติ” และ พัฒนาทักษะและศักยภาพด้านดิจิทัลผ่าน SKILLKAMP เพื่อยกระดับความสามารถของคนไทยในการบริหารจัดการเงินและธุรกิจให้เติบโตอย่างงอกเงย
ไฮไลท์ที่สองคือ การเร่งเครื่องการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero Commitment ธนาคารมีการสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วยการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน ความรู้ และเทคโนโลยี ผ่านการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน โดยมียอดสะสมของสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนกว่า 173,231 ล้านบาท (ณ สิงหาคม 2568) ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และธนาคารได้ปรับเป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ธนาคารกสิกรไทยไม่ได้จำกัดตัวเองแค่การเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน แต่ตั้งเป้าหมายเป็น “The Most Comprehensive Climate Solution Provider” โดยมีการพัฒนา Beyond Banking Solution ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถวัดผลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องมือ KClimate 1.5 สำหรับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก, แพลตฟอร์ม Watt’s Up สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า, Green Pass สำหรับการขอใบรับรอง RECS และ K-GreenSpace ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโซลูชัน Green Living ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนนี้ต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ ธนาคารจึงร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จัดตั้ง “เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (Thai CBN)” ซึ่งเป็นพลังร่วมในการผลักดันแนวปฏิบัติด้าน Climate ที่นำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่ระดับ SME ไปจนถึงการจัดทำ E-Handbook for Greener SMEs และ White Paper Climate Ecosystem Collaboration เพื่อส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายแก่ภาครัฐ
นายจงรักกล่าวในตอนท้ายว่าภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ ธนาคารจะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับการผสานมิติความยั่งยืนได้อย่างกลมกลืนในทุกการทำงาน พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อผู้มีส่วนได้เสียและต่อสังคมโดยรวม โดยเน้นย้ำว่าทุกพันธกิจที่ธนาคารขับเคลื่อนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ถือเป็นการยื่นมือเข้าช่วยกระตุ้นให้สังคมเร่งผลักดันสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างรากฐานที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง ให้ทุกคนสามารถเดินหน้าผ่านพ้นทุกความท้าทาย และเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกัน
“ธนาคารไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้สินเชื่อ
แต่พร้อมส่งมอบองค์ความรู้และเครื่องมือดิจิทัล
เพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้จริง”
จงรัก รัตนเพียร
ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย