เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 เปิดแก้ข้อมูลลงทะเบียนถึง 15 ก.ค.นี้ เช็กเงื่อนไข 4 กรณี
HR เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 เปิดแก้ข้อมูลลงทะเบียนถึง 15 ก.ค.นี้ เช็กเงื่อนไข 4 กรณี
“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันยอดผู้โดยสาร MRT 4 สายเพิ่มขึ้น ‘สีชมพู’ มากสุด
Economic “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ดันยอดผู้โดยสาร MRT 4 สายเพิ่มขึ้น ‘สีชมพู’ มากสุด
ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
News ไทม์ไลน์ความขัดแย้ง ‘ทราย สมุทร’ ถึงจุดเปลี่ยน แม่ยื่นถอนฟ้องเปิดทางเจรจา
“แอร์เอเชีย” พร้อมบินเส้นทางระหว่างประเทศจาก “สนามบินหัวหิน”
Business “แอร์เอเชีย” พร้อมบินเส้นทางระหว่างประเทศจาก “สนามบินหัวหิน”
โตโยต้า ปลุกตลาดรถกลางปี ลุ้นส่วนลด ”หนึ่งแสน“ บาท  
Automotive โตโยต้า ปลุกตลาดรถกลางปี ลุ้นส่วนลด ”หนึ่งแสน“ บาท  
‘บอร์ด ป.ป.ส.’ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดสนามบิน ใช้ยาแรงคุมเข้มลูกเรือรับหิ้ว
Politics ‘บอร์ด ป.ป.ส.’ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดสนามบิน ใช้ยาแรงคุมเข้มลูกเรือรับหิ้ว
ธ.ก.ส. คิกออฟ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ปล่อยกู้ 30,000 ล้าน ยันพร้อมขยายวงเงินหากไม่พอ
Finance ธ.ก.ส. คิกออฟ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ปล่อยกู้ 30,000 ล้าน ยันพร้อมขยายวงเงินหากไม่พอ
รู้ทันก่อนโอนลงทุน : เกราะป้องกันภัยในยุคดิจิทัล
Finance รู้ทันก่อนโอนลงทุน : เกราะป้องกันภัยในยุคดิจิทัล
ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ 66,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,450 บาท ทองรูปพรรณ 66,350 บาท
KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
Finance KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
ดูทั้งหมด

“BOI to IPO” สูตรพลังคูณสอง เคลื่อนทัพ New Economy เข้าสู่ตลาดทุน

10 พ.ย. 2568 | 11:05น.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ จัดสัมมนา “BOI to IPO: ตลาดทุนสร้างการเติบโต” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เพื่อผลักดันและส่งเสริมบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าสู่ตลาดทุนไทย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

สัมมนา BOI to IPO ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสื่อสารไปถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การระดมทุน และการใช้กลไกตลาดทุนต่อยอดการเติบโต

โดยมี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวในหัวข้อ “BOI ส่งเสริมการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่” และนายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ บรรยายหัวข้อ “โอกาสระดมทุนของกิจการเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน”

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา “การยกระดับการเติบโตด้วยกลไกของตลาดทุน” โดยผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นางจันทนิดา สาริกะภูติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), นายสุรนาถ กิตติรัตนเดช บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน), และ นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI และการใช้ประโยชน์จากตลาดทุนในการขยายศักยภาพธุรกิจ

ปรับเกณฑ์หนุนNew Economy สู่ตลาดทุน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีพันธกิจสำคัญในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงธุรกิจให้เข้าถึงแหล่งระดมทุน และสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การลงทุนคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุน โดยที่ผ่านมามีการปรับปรุงเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจ New Economy ที่มีศักยภาพเติบโตสูงสามารถเข้ามาจดทะเบียนได้  ด้วยเกณฑ์พิจารณา Market Capitalization เพื่อช่วยเปิดทางให้กิจการที่ลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม แม้ยังไม่มีกำไร ก็สามารถเข้าจดทะเบียนได้

อย่างไรก็ดีตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดเกณฑ์ Market Cap สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน  แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนด้วยเกณฑ์ดังกล่าว ดังนั้นปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังศึกษาแนวทางการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการระดมทุนของธุรกิจในอุตสาหกรรมใหม่ อย่างเช่น เทคโนโลยี (Tech), Healthcare, Fintech และ Foodtech

“หลายคนอยากเห็นบริษัท S-Curve ใหม่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนก็มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีแต่อุตสาหกรรมเก่า เราจึงต้องกลับมาดูว่าเกณฑ์ที่มีอยู่ควรปรับอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง Foodtech ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมของไทยที่มีโอกาสโดดเด่นในภูมิภาคและระดับโลก เนื่องจากผู้ประกอบการไทยเริ่มมีการพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ของตนเองมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ผลิต OEM ” นายอัสสเดชกล่าวว่า

อย่างไรก็ดี หากการปรับปรุงเกณฑ์บางส่วนต้องแก้ไขพระราชบัญญัติ อาจต้องใช้เวลา แต่ถ้าอยู่ในขอบเขตที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ, ก.ล.ต. และ BOI สามารถผลักดันได้เอง ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

BOI to IPO สูตร”พลังคูณสอง”

                 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ความร่วมมือภายใต้โครงการ “BOI to IPO” ถือเป็น “พลังคูณสอง” ที่จะยกระดับผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้สามารถเติบโตและแข่งขันในโลกยุคใหม่ได้  ผ่านการบูรณาการสิทธิประโยชน์และเครื่องมือของทั้งสององค์กร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ “New Economy” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน

โดยระยะแรกความร่วมมือจะมุ่งเน้น 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. การดึงดูดบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 3 สาขาหลัก คือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และดิจิทัล ให้เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพการระดมทุนและมาตรฐานธรรมาภิบาล เสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดทุนไทย  พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  2. การสนับสนุนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว ให้ลงทุนยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรการ Smart and Sustainable Industry ของ BOI และโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

FastPass ปลดล็อกอุปสรรค

นายนฤตม์ กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนในประเทศไทยยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 2,622 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนยังเป็นพื้นที่หลักของการลงทุน และไทยยังคงโดดเด่นด้วยความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิทธิประโยชน์

สำหรับ 3 มาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังเร่งดำเนินการในปัจจุบันเพื่อส่งเสริมารลงทุน  ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ เป้าหมาย 100,000 คน โดย BOI สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเกือบ 100% รวมไปถึงสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันในโลกยุคใหม่ ผ่านการให้เงินสนับสนุนสำหรับปรับปรุงเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการลงทุนและอำนวยความสะดวกภายใต้มาตรการ “Thailand FastPass” โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการลงทุน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ไฟฟ้า พื้นที่ลงทุน และวีซ่า-ใบอนุญาตทำงาน  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่โครงการยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจ โดยผู้ประกอบการจะได้รับบัตร FastPass เพื่อใช้ในการขอใบอนุญาตต่างๆ แบบ Fast Track

“ความร่วมมือระหว่าง BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติของการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดทุน” นายนฤตม์กล่าว

 3ปฏิบัติการบูรณาการสิทธิประโยชน์

นายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. อธิบายเพิ่มเติมว่า การร่วมมือกับ BOI เพื่อดึงดูดและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.Regulation & Process ปรับปรุงเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้มีคุณภาพมากขึ้น ลดเวลาการพิจารณาจาก 5-6 เดือน เหลือเพียง 2-3 เดือน ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และเน้นการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลมากกว่าดุลพินิจ

2.Quantity & Diversity เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตต่ำ ให้สามารถขยายกิจการต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนสิทธิประโยชน์จาก BOI

3.Partnership สร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ BOI ภายใต้โครงการ “G-Plus” เพื่อผลักดันให้บริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมพัฒนาโมเดล “SET to BOI” และ “BOI to SET” เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างครบวงจร

นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ BOI อยู่ระหว่างหารือเพื่อพัฒนาโมเดล “Fast Track” สำหรับบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI โดยจะจัดตั้งหน่วยงานประสานงานเฉพาะ เพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือบริษัทในทุกขั้นตอน ขณะเดียวกัน บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่แล้ว ก็สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์จาก BOI ผ่านช่องทางเดียวกัน เป็น One Stop Service เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ, BOI และ ก.ล.ต. จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยตั้งเป้าเห็นผลเชิงรูปธรรมภายในสิ้นปี 2568 หรืออย่างช้าในต้นปี 2569 ทั้งในด้านการปรับปรุงกฎเกณฑ์ กระบวนการ และสิทธิประโยชน์ เพื่อผลักดันภาคธุรกิจไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

เข้าจดทะเบียน:จุดเริ่มต้นเติบโตยั่งยืน

นายอำนวย กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นโอกาสการระดมทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน อย่างไรก็ดีเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลาและการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ทั้งที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี นักกฎหมาย และผู้ตรวจสอบภายใน โดยปกติใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี เมื่อบริษัทสามารถเข้ามาจดทะเบียนได้แล้ว ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดทุน

โดยปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มี 3 กระดานหลักเพื่อรองรับธุรกิจทุกขนาด ได้แก่ ตลาด LiVEx สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น, ตลาด mai สำหรับ SMEs และ Startup ที่มีศักยภาพเติบโตสูง และตลาด SET สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง

ทั้ง 3 กระดานมีทีมงานเฉพาะทางคอยให้คำแนะนำและสนับสนุน เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกลไกการระดมทุนและเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีระบบกำกับดูแล (governance) ที่เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

สำหรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียน ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ เกณฑ์ Profit Test สำหรับบริษัทที่มีกำไรตามเกณฑ์ที่กำหนด และเกณฑ์ Market Cap Test สำหรับธุรกิจ New Economy โดยพิจารณามูลค่าตลาด (market capitalization) โดยไม่จำเป็นต้องมีกำไร  ซึ่งเปิดกว้างสำหรับบริษัทใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แม้ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดใช้เกณฑ์ดังกล่าว แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์ให้รองรับธุรกิจเกิดใหม่มากขึ้น

SCGใช้ตลาดทุนปลดล็อกศักยภาพเติบโต

ขณะที่นางจันทนิดา สาริกะภูติ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวว่า การเติบโตของบริษัทส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของ BOI ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญที่บริษัทใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความแข็งแกร่งด้านเงินทุนของตนเองแล้วก็ตาม สิทธิประโยชน์จาก BOI ที่ช่วยผลักดันการเติบโต ได้แก่ การลดหย่อนภาษี การนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมถึงการอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและขยายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ SCG ใช้กลยุทธ์Spin-off บริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตและเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ โดยบริษัทแม่ซึ่งเป็น Holding Company มีข้อจำกัดในการจัดสรรงบให้บริษัทลูกกว่า 300 แห่ง การ Spin-off จึงช่วยให้แต่ละบริษัทสามารถระดมทุนได้เอง ขยายธุรกิจได้อย่างอิสระ และลดการพึ่งพาบริษัทแม่

นางจันทนิดากล่าวเพิ่มเติมว่า การแยกบริษัทลูกยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจเกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น มีโครงสร้างธรรมาภิบาลที่ชัดเจน สามารถดึงดูดนักลงทุนเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การประเมินมูลค่าบริษัทโปร่งใส เข้าใจง่าย เปิดโอกาสให้นักลงทุนเลือกลงทุนในธุรกิจที่ตนสนใจโดยตรง

“BOI เป็นแรงผลักดันสำคัญในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นกลไกต่อยอดในระยะยาว ทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน” นางจันทนิดากล่าว

ช่วยยกระดับการเติบโตธุรกิจ

ด้านนายสุรนาถ กิตติรัตนเดช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF กล่าวว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ช่วยให้การขยายธุรกิจดำเนินไปได้รวดเร็วขึ้น  ปัจจุบันบริษัทได้ขยายการผลิตไปยังอินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การมีผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาร่วมเติบโตด้วยกัน ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและดึงดูดพันธมิตรที่ดี  ตัวอย่างเช่น การที่ TU เข้ามาถือหุ้น นำไปสู่การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในอินเดีย เสริมทั้งชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัท รวมถึงทำให้เราเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนได้มากขึ้น” นายสุรนาถกล่าว

การเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือ IPO เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตระยะยาว แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่หากบริษัทมีเป้าหมายชัดเจนในระยะยาว ก็สามารถใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าได้

ขณะที่มองว่าโครงการ “BOI to IPO” จะช่วยเปิดทางให้ธุรกิจใหม่หรือสตาร์ทอัพ ที่ยังไม่มีกำไรสามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เกณฑ์พิเศษ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของบริษัทในตลาดทุน และยังได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI  ช่วยเพิ่ม premium valuation ของบริษัทในกระบวนการ IPO ได้ด้วย

เจ้าของกิจการต้องปรับ”mindset”

อย่างไรก็ดี นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ ประธานสายวานิชธนกิจและตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความท้าทายของบริษัทที่เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มักอยู่ที่โครงสร้างและตัวเลขทางการเงิน ซึ่งสามารถจัดการได้ แต่ต้องใช้เวลา  อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ “mindset” ของเจ้าของกิจการ

“เมื่อเป็นบริษัทจดทะเบียน เจ้าของต้องปรับบทบาทจากผู้ตัดสินใจเด็ดขาด มาเป็นผู้บริหารที่ต้องทำงานร่วมกับผู้ถือหุ้นรายย่อยและกรรมการอิสระ ต้องเปิดเผยข้อมูลและผลประกอบการอย่างโปร่งใส มีภาระด้านการรายงานทางบัญชีตามมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การจับตามองของนักลงทุนตลอดเวลา” นายอนุวัฒน์กล่าว

บริษัทที่ต้องการเข้าตลาดควรมีวิสัยทัศน์และแผนการเติบโตที่ชัดเจน เพื่อแสดงศักยภาพความยั่งยืนและแตกต่างจากคู่แข่ง

สำหรับบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินจะทำหน้าที่เป็น “พันธมิตร” ที่ช่วยเตรียมความพร้อมของบริษัทตั้งแต่โครงสร้างองค์กร การวางแผนการเงิน ไปจนถึงการกำหนดกลยุทธ์การเติบโต และให้คำแนะนำในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย

“การสนใจเข้าตลาดทุนไม่จำเป็นต้องพร้อมทุกด้านตั้งแต่ต้น แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในระยะกลางและระยะยาว และรู้ว่าจะใช้เงินที่ได้ไปต่อยอดอย่างไร เพราะการเข้าตลาดทุนไม่ใช่จุดจบของธุรกิจ แต่เป็นอีกก้าวของการเติบโตอย่างมีระบบ”