การบินไทย ย้ำกลยุทธ์ Balance Network เปิดบินตรงสู่ “อัมสเตอร์ดัม” เสริมแกร่งเครือข่ายการบินภูมิภาคยุโรป
“การบินไทย” ตอกย้ำกลยุทธ์ Balance Network Strategy เสริมแกร่งเครือข่ายเส้นทางบินภูมิภาคยุโรป เปิดให้บริการเส้นทางบินตรง “กรุงเทพฯ–อัมสเตอร์ดัม” เนเธอร์แลนด์ ปักหมุดเส้นทางบินที่ 12 สู่ภูมิภาคยุโรป 1 กรกฎาคมนี้ พร้อมวางจิ๊กซอร์ดึงอินโดนีเซียพี่ใหญ่ในอาเซียนส่งต่อผู้โดยสารเข้าสู่เส้นทางการบิน Long Haul ทั้งภูมิภาคยุโรปและออสเตรเลีย เผยเดินหน้ารับมอบเครื่องใหม่เสริมฝูงบินรองรับการขยายเส้นทางบินทั่วโลก หนุนการเติบโตในอนาคต

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยยังคงเดินหน้านโยบาย Balance Network Strategy หรือการบริหารความสมดุลของเครือข่ายการบินระหว่างแส้นทางบินระยะสั้น Short Haul Flights) และเส้นทางบินระยะไกล (Long Haul Flights) และจะต้องมีจำนวนเที่ยวบินที่เหมาะสมกับตลาดในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงการจัดสัดส่วนเส้นทางการบินและผู้โดยสารระหว่างกลุ่มบินตรง (Point-to-Point) และกลุ่มต่อเครื่อง (Connecting Traffic) ให้มีความสมดุลย์และสามารถเชื่อมต่อเที่ยวบิน (Connecting Flight) ในเครื่อข่ายการบินของการบินไทยเองและของเครือข่ายการบินของกลุ่มสตาร์อะไลแอนซ์ (Star Alliance)
การบริหารจัดการเส้นทางบินและจำนวนผู้โดยสารทั้ง 2 ส่วนต้องมีความสมดลุย์และสอดรับกับความต้องการเดินทางของตลาดและในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำให้ความสามารถในการการกำไร (EBITDA) มีความแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และตอบโจทย์การเป็น Regional Network Airline เชื่อมต่อระดับภูมิภาคและระหว่างทวีป เนื่องจากผู้โดยสารในเส้นการบินตรง (Point-to-Point) คือตัวทำให้บริษัทมีอัตราผลตอบแทน หรือ กำไร (Yield ) ที่ดี ส่วนผู้โดยสารเส้นทางต่อเครื่อง (Connecting Traffic) จะเป็นตัวช่วยเติมปริมาณผู้โดยสารให้เต็มลำ
นายกิตติพงษ์กล่าวว่า และเพื่อให้การบริหารจัดการเส้นทางบินและผู้โดยสารเกิดความสมดุลย์ยิ่งขึ้น การบินไทยได้เปิดให้บริการเส้นทางบินระยะไกลบินตรงกรุงเทพฯ (BKK) – อัมสเตอร์ดัม (AMS) เนเธอร์แลนด์ เที่ยวบิน TG 936 ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหรือเส้นทางบินที่ 12 ที่เชื่อมต่อภูมิภาคยุโรป ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นี้เป็นต้นไป ด้วยเครื่องบิน Airbus A350-900 ทำการบินทุกวันวันละ 1 เที่ยวบิน หรือ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเที่ยวบิน TG 936 จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 05:30 น. และถึงปลายทางเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ เวลาประมาณ 12:40 น.

ปัจจุบันการบินไทยมีเส้นทางบินสู่ภูมิภาคยุโรปให้บริการจำนวน 12 เส้นทางบิน ประกอบด้วย เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-มิวนิก (เยอรมนี) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-ลอนดอน (อังกฤษ) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-อิสตันบูล (ตุรกี) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม (สวีเดน) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-ออสโล (นอร์เวย์) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-ซูริก (สวิตเซอร์แลนด์) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-มิลาน (อิตาลี) เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ (เบลเยียม) เส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-ปารีส (ฝรั่งเศส) และล่าสุดคือเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์)
นายกิตติพงษ์กล่าวด้วยว่า นอกจากศักยภาพของตลาดเส้นทางบินตรงแล้ว การบินไทยยังมองเห็นศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผู้โดยสารจากประเทศอินโดนีเซียให้เดินทางผ่านฮับการบินกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางต่อไปยังอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ อีกตลาดหนึ่ง ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ “Silk Hub Strategy”-นั้น ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ((ASEAN)) ได้ถูกวางยุทธศาสตร์ให้ทำหน้าที่เป็นตัวนำปริมาณผู้โดยสารหรือทราฟฟิก (Traffic) เข้าสู่ระบบการบิน และอินโดนีเซียก็คือหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคนี้

“เราวางให้อินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญในฝั่งอาเซียนที่จะช่วยทำหน้าที่ส่งต่อผู้โดยสารเข้าสู่เส้นทางการบินระยะไกล หรือ Long Haul ซึ่งเราหมายถึงภูมิภาคยุโรปและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกกำหนดให้เป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเน็ตเวิร์กและบริษัทตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ การดึงทราฟฟิกเชื่อมโยงน่านฟ้าในลักษณะนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในฐานะ Network Airline อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ใหม่ๆ อย่างยั่งยืนด้วย ดังนั้น การกลับมาของเส้นทางอัมสเตอร์ดัมจะเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายเส้นทางบินระยะไกลในยุโรป และตอกย้ำความมุ่งมั่นของการบินไทยในการเชื่อต่กการเดินทางระหว่างยุโรปกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน” นายกิตติพงษ์กล่าว
ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์บริษัทการบินไทยกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปัจจุบันการบินไทยทยอยรับมอบเครื่องบินใหม่เข้ามาเสริมฝูงบินอย่างต่อเนื่อง หลังจากประสบปัญหาการผลิตเครื่องบิน (Capacity) ทั่วโลกที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับจำเป็นต้องปลดระวางเครื่องบินออกจากฝูงบินประมาณ 10 ลำ และส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง เช่น แอร์บัส A350, โบอิ้ง 787 และโบอิ้ง 777-300ER ที่ผ่านมาบริษัทฯ จึงต้องใช้วิธีโยกย้าย Capacity ไปยังจุดที่ไม่มีปัญหาเพื่อรักษารายได้

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้บริษัทฯ ได้จัดหาเครื่องบินใหม่เข้ามาทดแทนจำนวน 28 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบิน Airbus A321neo ที่ทยอยรับเข้ามาแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568 และนำไปใช้ทำการบินในตลาดเอเชียและอาเซียน ได้แก่ จีน, อินเดีย และญี่ปุ่นตอนใต้ และล่าสุดการบินไทยได้รับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 787-9 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้างลำใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รองรับการเติบโตของตลาดเดินทางระหว่างประเทศ และการขยายเส้นทางบินทั่วโลก จึงมั่นใจว่าการได้เครื่องบินโบอิ้ง 787-9 เข้ามาเสริมจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเส้นทางบินระยะไกลที่มีศักยภาพ และสนับสนุนโอกาสการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต