รู้จัก “Run-of-River” @ไซยะบุรี กับรูปแบบการผลิตไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องกักเก็บน้ำ
นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “น้ำ” เป็นทรัพยากรที่มีการใช้ประโยชน์หลายรูปแบบ ทั้งด้านอุปโภค บริโภค คมนาคม รวมถึงการใช้พลังงานน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน
ในประเทศไทยเรามักจะคุ้นเคยกับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำ (Conventional) แต่ถ้าพูดถึงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ในรูปแบบ ฝายทดน้ำขนาดใหญ่ หรือ Run-of-River ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หลายคนอาจจะมองเห็นภาพการทำงานของโรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ชัดเจนนัก บ้างอาจเข้าใจไปว่า เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของอ่างเก็บน้ำ
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ซึ่งมีรูปแบบการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบฝายทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกบนแม่น้ำโขงตอนล่าง จะสร้างความวิตกกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อชุมชนริมฝั่งน้ำ ตลอดจนระบบนิเวศน้ำโขงที่อาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาล สปป.ลาว รวมถึง บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ CKP ผู้พัฒนาและบริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ต้องออกมาย้ำชัดอีกครั้งก่อนเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เลือกใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์โรงไฟฟ้าสีเขียว
ที่สำคัญคือ “ไม่มีการกักเก็บน้ำ” อย่างแน่นอน

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ระบุว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำโดยทั่วไป จะเป็นรูปแบบอ่างเก็บน้ำเป็นส่วนใหญ่ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน อย่าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูมิพล ลุ่มแม่น้ำปิง จังหวัดตาก, โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ แม่น้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ แม่น้ำแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี จะมีลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้งสิ้น
ดังนั้น เวลาพูดถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เราจะนึกถึงภาพของเขื่อนกักเก็บขนาดใหญ่มักจะสร้างบนพื้นที่สูงชัน เพราะสามารถสร้างเขื่อนที่มีความสูงตามเกณฑ์ผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ในสปป.ลาว มีความสูง 180 เมตร เมื่อปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำลงสู่ที่ต่ำโดยแรงดึงดูดของโลก พลังน้ำจะไหลและเข้าไปหมุนกังหันน้ำ (Turbine) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าออกมา

“ในเชิงเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจแล้ว โรงไฟฟ้าพลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำ ถ้าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะยิ่งสามารถบริหารจัดการน้ำได้สะดวก นอกจากนี้ลักษณะการทำงานของเขื่อนพลังน้ำแบบกักเก็บ จะผลิตไฟฟ้าตลอดทั้งปี โดยในหน้าแล้งซึ่งเป็นช่วงที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดจะใช้วิธีการพร่องน้ำที่กักเก็บมาผลิตกระแสไฟฟ้า พอถึงหน้าฝนก็จะเริ่มเก็บน้ำอีกครั้งในระดับการกักเก็บสูงสุด”
สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี นั้น มีความแตกต่างจากเขื่อนกักเก็บน้ำอย่างสิ้นเชิง เพราะมีลักษณะเป็นโรงไฟฟ้าแบบฝายทดน้ำ มีการทำงานตลอดเวลาตามปริมาณน้ำในแม่น้ำ โดยโรงไฟฟ้ารูปแบบนี้จะสร้างในพื้นที่ค่อนข้างราบ แต่มีน้ำไหลตลอดปี

“เราทำการยกระดับน้ำทางเหนือน้ำขึ้นมาให้ได้ส่วนต่างกับท้ายน้ำ ทำเพียง 1 ครั้ง โดยยกระดับน้ำขึ้นมาไม่มาก ซึ่งอยู่ในระดับ 275 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งโดยปกติของโรงไฟฟ้าพลังน้ำชนิด Run-of-River จะทำการยกระดับเพียงแค่ 1 ชั่วชีวิตของโรงไฟฟ้า โดยใช้เวลาในการยกระดับน้ำทีละน้อยจากปริมาณน้ำไหลเข้าที่ 6,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็นเวลาทั้งสิ้น 15 วัน ซึ่งทำเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2561 ซึ่งเป็นมวลน้ำในฤดูน้ำหลาก จึงไม่มีผลกระทบเพิ่มเติมกับทางเหนือน้ำ และน้ำที่อยู่เหนือโรงไฟฟ้าจะคงที่และไหลตามกระแสน้ำโขงเช่นเดิม ไม่เกิดการท่วมขัง” นายธนวัฒน์ กล่าว
กรรมการผู้จัดการ CKPower กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น วิธีการดำเนินงานจะใช้หลักการ Inflow เท่ากับ Outflow คือ น้ำไหลมาเท่าไหร่ก็ผ่านเข้าสู่เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และปล่อยออกไปท้ายน้ำเท่านั้น ถ้าน้ำมาเยอะเกินกว่าความสามารถในการผลิตไฟฟ้า ก็จะปล่อยน้ำส่วนเกินนั้นออกทาง ประตูระบายน้ำ หรือ Spillway ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี จึงเป็นการปล่อยน้ำผ่าน และไม่มีการกักเก็บน้ำแต่อย่างใด
นายธนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงตอนล่าง เป็นการใช้ประโยชน์ของน้ำอย่างคุ้มค่าตามแผนแม่บทที่ สปป.ลาว ได้วางแผนการพัฒนาประเทศด้วยพลังงานน้ำอันเป็นจุดแข็งของประเทศ โดย CKPower ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล สปป.ลาว ให้เป็นผู้พัฒนาและบริหารโรงไฟฟ้า สัญญาสัมปทานเป็นระยะเวลา 31 ปี
สำหรับ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ในแขวงไซยะบุรี อยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางไปทางทิศใต้ ประมาณ 80 กิโลเมตร และห่างจากปากแม่น้ำโขงประมาณ 1,900 กิโลเมตร มีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์โดย 95% จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีก 5% ส่งให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว(EDL)

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นายอานุภาพ วงศ์ละคร รองกรรมการผู้จัดการ งานเดินเครื่องและบำรุงรักษา บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด อธิบายเพิ่มเติมถึงการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Run-of-River ว่า หลักการทำงานจะอาศัยแรงไหลของน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยความแตกต่างของระดับน้ำเหนือโรงไฟฟ้าและท้ายโรงไฟฟ้ามีขึ้นเพื่อให้น้ำมีศักยภาพในการไหลเท่านั้น
“วัตถุประสงค์หลักของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี คือผลิตไฟฟ้าจากการไหลของน้ำ และก่อสร้างให้รบกวนสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งหลักการสำคัญของ Run-of-River คือ Inflow = Outflow ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลออกจากโรงไฟฟ้า ไม่มีการกักเก็บน้ำ หรือเบี่ยงน้ำออกจากแม่น้ำโขง ไม่ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทาง และปริมาณน้ำทางตอนล่างของน้ำโขงมีระดับน้ำตามธรรมชาติ จึงไม่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือน้ำหลากได้”
“การออกแบบ เรามองในทุกมิติ ไม่เฉพาะการลงทุน แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ต้องได้รับการพิจารณาว่ามีความเหมาะสมที่สุด มีการศึกษาเพิ่มเติม โดยผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เรียกได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำก่อนที่จะปล่อยน้ำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น น้ำที่ผ่านกระบวนการผลิตไฟฟ้าจะมีคุณสมบัติเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จากทั่วโลก ได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลลาว เพื่อยืนยันว่าการออกแบบ ขั้นตอนการก่อสร้าง และการดูแลชุมชน เป็นไปตามข้อกำหนดของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ทุกประการ และเป็นโครงการที่รัฐบาลลาวให้ความมั่นใจ เป็นต้นแบบของโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงตอนล่างในอนาคต”” นายอานุภาพ กล่าว
เป็นการย้ำชัดว่าการทำงานของโรงไฟฟ้าแบบฝายน้ำล้นจะปล่อยให้น้ำไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเท่านั้น และจะไม่มีการกักเก็บน้ำอย่างแน่นอน