“ออม Idol Awards 2019” สุดยอดเยาวชนต้นแบบนักออมระดับประเทศ
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กลุ่มธนาคารทิสโก้ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดประกวด ‘ออม Idol Awards 2019’ โดยเชิญทีมชนะเลิศการประกวดกิจกรรมต่อยอดการออมสู่ชุมชนของนักเรียนค่ายการเงินธนาคารทิสโก้ในแต่ละรุ่นตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน เข้ามาประกวดผลการต่อยอดกิจกรรมอีกครั้งในรอบแชมป์ชนแชมป์ เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบการออมระดับประเทศ ที่มีความรู้ มีพฤติกรรมการออมที่ดี และยังเป็นแกนนำในการเผยแพร่ชักชวนเพื่อนๆ ครอบครัวและชุมชนให้หันมาใส่ใจการออม สร้างวินัยทางการเงิน เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคม

ในเวทีประกวด ‘ออม Idol Awards 2019’ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีคณะกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน นำโดย ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ขวัญชีวา วรรณพินทุ ผู้อำนวยการกลุ่มคุณภาพและมาตรฐานการจัดการมัธยมศึกษาฯ สพฐ. นรศิ พุกกะมาน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ปิยาภรณ์ ครองจันทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ นิว-ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ นักแสดง ตัวแทนคนรุ่นใหม่

ขณะที่มีโรงเรียนที่เข้าร่วมประกวด 7 ทีม ได้แก่ โรงเรียนมัญจาศึกษา ขอนแก่น, โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่, โรงเรียนแวงพิทยาคม สกลนคร, โรงเรียนสิงห์บุรี, โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย สงขลา, โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม ขอนแก่น และโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษดิ์ นครพนม ซึ่งน้องๆ ทั้ง 7 ทีม ต่างนำเสนอผลงานอย่างตั้งอกตั้งใจ

ยกตัวอย่าง ทีมสหราษฎร์รังสฤษดิ์ ที่มีความโดดเด่นในการนำความคิดสร้างสรรค์ของเทคนิคการออมมาทำให้เป็นเรื่องสนุก สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย และย้ำให้ทุกคนกำหนดเป้าหมายการออมให้ชัดเจน ทั้งหมดเพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมการออมขึ้นในชุมชน ซึ่งนอกจากจะลงพื้นที่ไปให้ความรู้ตามชุมชนต่างๆ แล้ว น้องๆ ยังใช้เทคโนโลยีและโซเซียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือ ภายใต้การสร้างเครือข่ายที่ชื่อ “ทิสโก้โอมจงออม” และยังร่วมกับ 11 อำเภอ เพื่อสร้างครอบครัวต้นแบบนักออม ซึ่งมีทั้งครอบครัวที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกๆ กรณีตัวอย่างจะนำมาวิเคราะห์และถอดบทเรียนเพื่อนำไปปรับใช้ต่อไป
แม้ว่าแต่ละทีมจะสร้างสรรค์กิจกรรมที่ล้วนแล้วเป็นประโยชน์ในด้านการออมสำหรับตัวเองและชุมชนได้อย่างน่าทึ่ง แต่ในที่สุด รางวัลผลงานยอดเยี่ยม ‘ออม Idol Awards 2019’ แชมป์ประเทศไทย ก็ตกเป็นของ โรงเรียนแวงพิทยาคม จ.สกลนคร ที่สามารถครองใจเหล่าคณะกรรมการได้ด้วยการขยายผลตามแผนบันได 7 ขั้น

น้องบิว วิภาดา ไขแสงจันทร์ และน้องผักบุ้ง ขวัญฤทัย คุณละ สองเยาวชนคนเก่งจากโรงเรียนแวงพิทยาคม เริ่มต้นเล่าถึงบันไดแต่ละขั้น เริ่มจากการร่วมกับผู้นำชุมชนศึกษาปัญหาด้านการเงินของชุมชนในเชิงลึก โดยพบว่า 295 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม รายได้ไม่พอกับรายจ่าย และเป็นหนี้ จึงริเริ่มกิจกรรม “เงินมีชีวิต” มีที่มาจาก 3 กลไก คือ การหารายได้ การเก็บออม และการลงทุน จากโจทย์นี้จึงได้นัดประชุมแสดงความคิดเห็นร่วมกับคนในชุมชน และจากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติภารกิจร่วมกันตั้งแต่บันไดขั้นที่ 3 4 5 และ 6
“เราแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มกิจกรรมแรกออมก่อนใช้ 10% ภายใต้กลุ่มนี้ก็จะมีการบันทึกรายรับรายจ่าย บันทึกการออม และมีหลากหลายกิจกรรมย่อย เช่น ในโรงเรียนแวงฯ เอง เราใช้ป้อมยามเป็นจุดในการรับฝากเงินในตอนเช้า กลุ่มกิจกรรมที่สองลดรายจ่ายอย่างน้อยครัวเรือนละ 1 รายการ มีการทำบัญชีครัวเรือน การลดรายจ่ายพื้นฐาน การบริหารจัดการขยะ การทำไม้กวาดจากขวดพลาสติก และกลุ่มกิจกรรมที่สามเพิ่มรายได้ มีการขายขยะ การใช้จุลินทรีย์ การเข้าค่ายครอบครัวนักออม กิจกรรมกอช.มอบรัก และไฮไลท์กิจกรรมเงินทุน 1,000 บาท นำไปลงทุนเพิ่มมูลค่าตามความถนัด ซึ่งโจทย์คือเมื่อครบกำหนดจะต้องคืนเงินทุนและสรุปผลมาแชร์ให้คนอื่นๆ ฟัง ส่วนบันไดขั้นสุดท้ายเราได้สร้างเครือข่ายการออมด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 11 หมู่บ้าน 7 โรงเรียนระดับประถม และ 3 องค์กรในตำบลแวง เพื่อให้กิจกรรมขยายวงกว้างและมีความต่อเนื่อง”
ในแต่ละขั้นเกิดจากการร่วมกันคิด ร่วมกันทำงาน ต่อยอดอย่างจริงจัง ติดตามผลอย่างชัดเจน ครอบคลุมทุกด้าน บนพื้นฐานความพอประมาณ มีเหตุผล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ชุมชน ยึดประโยชน์ของคนในชุมชนเป็นที่ตั้ง ทำให้เกิดเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืน และประสบความสำเร็จ จนได้รับรางวัลผลงานยอดเยี่ยม พร้อมเงินสนับสนุนกิจกรรม 200,000 บาท
“ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมค่ายการเงินเยาวชนนั้น คือประสบการณ์ที่ถือว่ามีค่ามากกว่าเงินรางวัล ได้เรียนรู้โลกอีกใบหนึ่ง เพราะไม่ใช่เด็กมัธยมปลายทุกคนที่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้ และขอฝากบอกเพื่อนๆ เยาวชนว่า การออมเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่าไปคิดว่าไม่ใช่หน้าที่หรือยังไม่ถึงเวลา ยังขอเงินผู้ปกครองใช้ได้อยู่ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะเงินออมสำคัญมากทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น”

ด้านคุณครูณกมลธัญ โคตรประทุม ครูที่ปรึกษา เล่าถึงแผนงานในอนาคตว่า จะนำเงินสนับสนุนกิจกรรมที่ได้รับไปจัดตั้ง ‘ศูนย์ส่งเสริมการสร้างวินัยในโรงเรียน’ ในลักษณะของศูนย์ส่งเสริมการออม มีการต่อยอดกลุ่มแกนนำหลักของเครือข่าย 21 องค์กรในชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด และสานต่อกิจกรรมที่ทำ MOU กับโรงเรียนในอำเภอสว่างแดนดิน
ส่วนความยั่งยืนเกี่ยวกับการออมที่เกิดขึ้นแล้วในตำบลแวง และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น คุณครูณกมลธัญ เล่าว่า ปัจจุบันแกนนำการออมก็ยังคงทำงาน ติดตามสถานการณ์การออมของคนในชุมชนกันต่อ MOU ที่ได้ทำเอาไว้กับชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ก็เริ่มมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุนงบประมาณให้เราทำต่อเนื่อง และทุกวันนี้เวลาครูปั่นจักรยานผ่านหน้าหมู่บ้าน จะมีชาวบ้านตะโกนมาว่า “ครูๆ ฝากเงินนำแน” เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนได้ว่า แม้เราจะสรุปผลลัพธ์การออมเพื่อเข้าประกวดเรียบร้อยแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังอยากที่จะนำเงินออมไปฝากกับ กอช.อย่างต่อเนื่อง เพราะพวกเขารู้แล้วว่า การออมเงินแบบมีวินัยทำให้พวกเขามีเงินเพิ่มขึ้นได้จริง
ขวัญชีวา วรรณพินทุ ผู้อำนวยการกลุ่มคุณภาพและมาตรฐานการจัดการมัธยมศึกษา สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สพฐ.กล่าวชื่นชมทั้ง 7 ทีมว่า มีวิธีการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสามารถนำเสนอผลงานออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในเรื่องของการลงไปถึงชุมชนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมาก เพราะการลงพื้นที่เพื่อทำงานจริงทำให้เกิดมุมมองและเสียงสะท้อนที่ได้รับจากการไปเก็บข้อมูลในชุมชน มีการตอบรับอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนผลลัพธ์ของชุมชนในเรื่องของการออมได้ชัดเจนขึ้น

ตัวแทนของคนรุ่นใหม่อย่าง นิว-ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ ให้ความเห็นว่า ทั้งผลงานและการเตรียมการนำเสนอของน้องๆ ทำมาเป็นอย่างดี สำหรับการออมเป็นอีกหนึ่งทักษะในชีวิตที่ต้องใช้จริงๆ ส่วนตัวเองก็เป็นคนมีนิสัยช่างออมตั้งแต่เด็ก ทำให้รู้ว่าการออมตั้งแต่ยังอายุน้อยเป็นเรื่องดี และฝากแง่คิดไว้ว่า ทักษะการออมมีอยู่ในตัวของทุกคน เพียงแต่จะบริหารจัดการได้ดีขนาดไหน คนส่วนใหญ่จะคิดว่ารายได้ลบรายจ่ายเหลือเท่าไรค่อยออม แต่จริงแล้วควรกันส่วนที่จะออมไว้ก่อน แล้วค่อยนำไปใช้จ่าย

ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมให้ความรู้ทางการเงินแก่สังคม และค่ายการเงินทิสโก้ว่า “สถานศึกษาให้ความรู้เพื่อประกอบวิชาชีพ แต่การใช้เงินและการออมเงินถือเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต เป็นวิชาชีวิตที่จะติดตัวเราไปตลอด ธนาคารทิสโก้ต้องการนำทักษะนี้มาแบ่งปันให้กับสังคมไทย โดยมีกลุ่มเป้าหมายอย่างนักเรียนซึ่งมีอิมแพคมากๆ กับคนในครอบครัว เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้เข้าใจได้ดีแล้ว ก็จะไปถ่ายทอดต่อยังผู้ปกครองถึงวิธีการออมที่ถูกต้องว่าต้องทำอย่างไร หลังจากครอบครัวได้ลงมือทำแล้วเห็นเป็นผลดีมีประโยชน์ ก็จะขยายผลนั้นต่อไปยังชุมชน”

“ประเทศไทยเวลานี้กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นมาก ซึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เราจึงมีคีย์เวิร์ดคำว่า Need กับ Want ให้เยาวชนทำความเข้าใจ 2 คำนี้ให้ได้ จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องไตร่ตรองว่านี่คือสิ่งจำเป็นหรือไม่ สิ่งจำเป็นในชีวิตคนมีเพียงปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ถ้าเป็นส่วนเกินจากนั้น ค่าใช้จ่ายก็จะเกินตัวตามมา และเมื่อแยกแยะได้ เข้าใจสมการการออมแล้ว ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้แน่นอน เป้าหมายสูงสุดของโครงการคือเราอยากให้คนไทยทุกคนมีทักษะการบริหารเงิน การใช้เงิน การออมเงิน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”
ตลอดระยะเวลา 7 ปี ค่ายการเงินทิสโก้เดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว 520,228 คน ผ่านการลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้ความรู้จากเยาวชน 1,404 คน ครูที่ปรึกษา 546 คน จากโรงเรียน 499 แห่ง รวมแล้ว 18 รุ่น