“ไทยยูเนี่ยน” ระดมทุน Blue Finance ตั้งเป้าอนุรักษ์ท้องทะเลวิถีใหม่
ถ้าจะมีใครเข้าใจความหมายของสุภาษิต “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” ได้ลึกซึ้งที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำการผลิตอาหารทะเลระดับโลกอย่างแน่นอน เพราะหากเกิดมลภาวะใต้ท้องทะเล ย่อมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ อีกเป้าหมายของไทยยูเนี่ยน นอกจากดำเนินธุรกิจให้เติบโต ยังรวมถึงการคืนสมดุลสู่ธรรมชาติ สร้างความยั่งยืนแก่ท้องทะเลและทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง ด้วยการระดมเงิน ‘สีฟ้า’ หรือ Blue Finance ผ่านการออกสินเชื่อและหุ้นกู้ ด้วยพื้นฐานของบริษัทที่มีโครงการต่างๆ ที่ดูแลท้องทะเล และสิ่งแวดล้อมให้อยู่คู่มนุษยชาติไปอีกนานแสนนาน
จากโรงงานเล็กๆ สู่ผู้นำแห่งอาหารทะเล
นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานผลิตอาหารทะเลบรรจุกระป๋องเล็กๆ ในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี 2520 ปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยน ดำเนินธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋อง ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง จนกลายเป็นผู้นำการผลิตอาหารทะเลระดับโลก
ไทยยูเนี่ยนยังมีแรงงานกว่า 44,000 คนอยู่ทั่วโลก ที่ผนึกกำลังกันทำงานเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหลากหลายรูปแบบ นำโดยทูน่ากระป๋องที่ในประเทศไทยรู้จักกันดีในชื่อ ซีเล็ค รวมถึงแบรนด์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Rügen Fisch เป็นต้น รวมแล้วสามารถทำยอดขายทั่วโลก เฉพาะปี 2563 ได้กว่า 132,400 ล้านบาท
แม้ 2 ปีที่ผ่านมา โรคโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อแวดวงธุรกิจหลายสาย แต่ไทยยูเนี่ยนยังสามารถทำยอดขายในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ได้ถึง 102,547 ล้านบาท มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ถึง 3.6% ขณะเดียวกันยังมีกำไรสุทธิสะสม 6,083 ล้านบาท มากกว่าช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้วถึง 27.0% อีกเช่นกัน
เดินหน้าท้าชนปัญหาสิ่งแวดล้อม
เมื่อโลกรุมเร้าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาโลกร้อน ฝุ่นพิษ PM 2.5 รวมทั้งโควิด-19 องค์กรธุรกิจจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างผลกำไร ไทยยูเนี่ยน ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาตั้งแต่ต้น จึงถือโอกาสก้าวเดินก่อนใคร เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับท้องทะเลให้เกิดความยั่งยืน
ปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ความยั่งยืน “SeaChange®” ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานในบริษัทให้มีความเป็นอยู่ที่ดี สนับสนุนอุตสาหกรรมในภาพรวมให้เกิดการจ้างแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นจัดหาวัตถุดิบ และการผลิตผ่านกรรมวิธีต่างๆ ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม
ล่าสุด ไทยยูเนี่ยนได้วางโร้ดแมป “Healthy Living, Healthy Oceans” ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2568 จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายประการให้สอดรับกับการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ทั้งนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ก้าวหน้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ที่ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และอุดมด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพผู้บริโภค
อนุรักษ์ทะเลได้ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการลงทุน ไทยยูเนี่ยนเล็งเห็นว่าอีกวิธีที่ทำได้เพื่อดูแลธรรมชาติ คือการหาแหล่งเงินทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน Blue Finance ตลอดปี 2564 โดย Blue Finance นี้คือผลิตภัณฑ์หรือเครื่องมือทางการเงินที่มีการตกลง KPI วางเป้าหมายด้านความยั่งยืน และมีผลต่อการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ย หากสามารถทำงานด้านความยั่งยืนได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นนั่นเอง
ไทยยูเนี่ยนเริ่มจากการออกสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นสินเชื่อสกุลเงินไทยบาทและดอลล่าร์สหรัฐ จำนวนถึง 12,000 ล้านบาท มีระยะเวลาในการกู้ยืม 5 ปี ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ได้ออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท มีอายุ 7 ปี และมีอัตราดอกเบี้ย 2.47% ต่อปีให้ผู้ลงทุนสถาบัน โดยได้เสียงตอบรับล้นหลามผ่านยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่าของที่ตั้งไว้
จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน ไทยยูเนี่ยนออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนอีกครั้ง มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท เป็นการออกหุ้นกู้ 2 รุ่น เพื่อกระจายให้ครอบคลุมกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น ประกอบด้วยรุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.27% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.36% ต่อปีให้ผู้ลงทุนสถาบัน และได้รับความนิยมมากไม่แพ้กัน ผ่านจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่า
ไม่เพียงแค่นั้น ไทยยูเนี่ยนยังเห็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศญี่ปุ่น จึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ สินเชื่อนินจา หรือสินเชื่อสกุลเงินเยนที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนจำนวน 14,000 ล้านเยน มีอายุ 5 ปี และด้วยผลการดำเนินงานของไทยยูเนี่ยนที่ดีอย่างต่อเนื่อง ได้รับการประเมินความน่าเชื่อถือในระดับ A- จาก Japan Credit Rating Agency บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของแดนอาทิตย์อุทัย ทำให้ได้กระแสตอบรับจากสถาบันการเงินมากกว่า 2 เท่าตัวเช่นกันจากจำนวนสินเชื่อที่ต้องการ
และล่าสุดเมื่อเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนยังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ท้องทะเล จำนวน 2,000 ล้านบาท จากธนาคารชั้นนำในประเทศไทย และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับบางธนาคาร เพื่อปรับเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นและตราสารอนุพันธ์ให้เป็นวงเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น
ผลจากการดำเนินงานตลอดปีนี้ คาดว่าภายในเดือนมกราคม 2565 ไทยยูเนี่ยนจะบรรลุเป้าหมายในการจัดหาเงินทุน Blue Finance ได้มากกว่า 27,000 ล้านบาท เพื่อนำไปฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสภาพท้องทะเลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ยึดหลักจริยธรรม พัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ไม่เพียงผลตอบรับด้านบวกจะสะท้อนออกมาเป็นตัวเงิน ไทยยูเนี่ยนยังครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันจากการจัดอันดับดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นผลจากการทำงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยองค์การสหประชาชาติ

ยงยุทธ เสฏฐวิวรรณน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน ไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า ความสำเร็จทั้งหมดของปีนี้ มาจากการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวคิด “Healthy Living, Healthy Oceans” แสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่เพียงผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ แต่การอนุรักษ์ท้องทะเลอย่างต่อเนื่องยังเข้าตาผู้คนไม่น้อยเช่นกัน
“ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด เราเชื่อมั่นว่าการทำงานด้านความยั่งยืนจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรม การที่สถาบันการเงินต่างๆ ให้การตอบรับเป็นอย่างดี หมายความว่าความพยายามที่ผ่านมาประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง สะท้อนว่าทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และนักลงทุนต้องการสนับสนุนบริษัทที่ตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม”
นอกจากนี้ ยงยุทธ ยังแย้มอีกว่า ไทยยูเนี่ยนมีแผนเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืนอีกเป็น 50% ของสัดส่วนหนี้สินระยะยาวทั้งหมดของบริษัทในปี 2565 ที่จะถึงนี้ และจะเพิ่มเป็น 75% ในปี 2568
พร้อมหวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น ผลจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้โลกใต้ทะเลมีความยั่งยืนสืบไป