Skip to content

ฮุนไดชี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ซัดสงครามราคากระทบอุตฯยานยนต์ไทย

20 ธ.ค. 2568 | 07:04น.
ฮุนไดชี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ซัดสงครามราคากระทบอุตฯยานยนต์ไทย

ฮุนไดเผยผลจากตลาดแข่งดุ ค่ายรถใหม่หั่นมาร์จิ้น ดาหน้าทำ “สงครามราคา” ส่งผลพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน หวั่นกระเทือนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ โดยเฉพาะการผลิต ส่วนความคืบหน้าโรงงานประกอบรถยนต์อีวี-แบตเตอรี่ พร้อมเดินเครื่องเมษายนปีหน้า

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Hyundai) เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดรถยนต์ไทยในปี 2568 นี้ คาดว่าจะจบที่ 600,000 คัน โตจากปีก่อนที่ทำได้ 575,000 คัน โดยหากมองในด้านของปริมาณหรือยอดขายนั้นถือว่าเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าของราคาจำหน่ายนั้นลดลง

เนื่องจากราคารถยนต์ที่อยู่ระดับ 500,000-600,000 บาท จะเป็นกลุ่มที่มียอดการจำหน่ายที่ได้รับความนิยมและมียอดขายสูงสุด ทั้งนี้ในราคาจำหน่ายดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาว่าการแข่งขันทางด้านราคา (สงครามราคา) ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

Hyundai
วัลลภ เฉลิมวงศาเวช : กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด

โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ที่มีระดับราคาไม่สูงมากนั้ นก็ส่งผลให้มาร์จิ้นหรือกำไรต่อคันลดลงไปด้วย และนี่อาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมากพอสมควร

ประกอบกับปัจจุบันจะเห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก โดยไม่ยึดติดกับแบรนด์ ส่วนมีการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว บวกกับผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ได้มีการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ มีแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

ส่งผลให้เมื่อคำนวณอัตราเฉลี่ยยอดขายของรถยนต์จากการเปิดตัวรุ่นใดรุ่นหนึ่งในตลาด ทำให้มียอดจองหรือยอดขายเฉลี่ยประมาณ 1,000 คันเท่านั้น

และจากการแข่งขันที่รุนแรงจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการมีการจัดทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายจากเดิม หลังจากเปิดตัวสินค้าไปสักระยะจึงจะมีการนำเสนอผ่านโปรโมชั่น แคมเปญส่งเสริมการขาย แต่ปัจจุบันนั้นมีการนำเสนอทั้งก่อนหรือตั้งแต่วันเปิดตัว

“ที่ผ่านมาจะเห็นว่ารถยนต์หลังจากเปิดตัวจะมีไทมิ่งที่ขายดีเป็นเวลาหนึ่งปี ถึงหนึ่งปีครึ่ง แต่วันนี้หากสังเกตดี ๆ ทุกอย่างสั้นลง และจะขายดีได้ก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นตลาดด้วยราคาหรือแคมเปญแรง ๆ ซึ่งหากปล่อยตลาดให้เป็นแบบนี้ ผมว่าอนาคตจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย และสุดท้ายอาจจะมีการลดรุ่นที่ผลิตในประเทศไทยลงไปเรื่อย ๆ”

แน่นอนว่าส่งผลต่อพฤติกรรมและแนวคิดของผู้บริโภคต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะตลาดเซ็กเมนต์ใด หรือเเม้แต่เทคโนโลยีใดอย่างแน่นอน

ขณะที่ฮุนไดได้ศึกษาพฤติกรรมตลาด และได้มีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ของตลาดในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากในปี 2569 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิต, มาตรการอุดหนุน EV ซึ่งจะมีแต่ EV 3.5 ซึ่งแน่นอนว่าเงินสนับสนุนจากรัฐบาลลดลง และราคาจำหน่ายรถยนต์ก็ต้องปรับเพิ่มขึ้น

ฮุนไดมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ อย่างน้อย 3 รุ่นในปี 2569 และจะครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ เพื่อนำเสนอและรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

ขณะที่ยอดขายปีนี้จะปิดตัวเลขอยู่ที่ 2,300 คัน ลดลงราว 35% จากปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันในส่วนของตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (D-MPV) ที่เป็นตลาดหลักของเรา มีผู้เล่นเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน จากเดิมมีผู้เล่นในตลาดเพียง 2 ราย แต่ในปีนี้มีเพิ่มขึ้นเป็น 10 ราย

ส่งผลให้ตลาดมีการขยายตัวสูงจากปกติอยู่ในระดับ 7,000-9,000 คันต่อปี เป็น 16,000-17,000 คัน โตเท่าตัว และมีการแข่งขันสูงแล้ว การแข่งขันระหว่างรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 11 ที่นั่ง ฮุนได สตาเรีย นั้นต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 32%

ขณะที่รถยนต์อเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้าจากจีน เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0% ตามเงื่อนไขข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย-จีน ส่งผลให้ฮุนไดมีความเสียเปรียบในด้านการแข่งขันอยู่บ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดหวังถึงข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย-เกาหลี จะเกิดขึ้นบ้างในแง่ผลิตภัณฑ์ทางด้านยานยนต์

นายวัลลภยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าโรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทยของฮุนไดว่า ทุกอย่างยังคงเดินไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2568 นี้ ทั้ง 2 โรงงานจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ และจะมีการทดสอบการผลิตและตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งคาดว่าในช่วงเดือนเมษายน 2569 จะสามารถเริ่มเดินสายพานการผลิตได้

ขณะที่โรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้ามีความสามารถในการผลิตได้ 5,000 คันต่อปี และบริษัทวางแผนจะเริ่มผลิตชดเชยการนำเข้ารถยนต์ในมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 ที่บริษัทได้ใช้สิทธินำเข้าไปราวกว่า 400 คันก่อน