“ปิกอัพไฮบริด” ในอียู เกมต่อยอดโปรดักต์แชมเปี้ยนไทย
ตลาดรถยนต์ในสหภาพยุโรป (อียู) นับเป็นตลาดที่สำคัญยิ่งต่อไทยโดยเฉพาะ “รถปิกอัพ” แต่ด้วยความเข้มข้นขึ้นของมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมทำให้กลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ที่จะเข้าไปขายในประเทศเหล่านี้ กำลังถูกท้าทาย
ตัวเลขส่งออกที่ลดน้อยลง เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ด้านมลพิษทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ หันกลับมาปรับปรุงโปรดักต์ของตัวเองให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น รถปิกอัพที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ
อนาคตอันใกล้รถปิกอัพที่จะขายในสหภาพยุโรป อาจต้องพัฒนาเป็นสู่ “รถปิกอัพไฮบริด”
ปัจจุบันยังไม่มีการตั้งฐานการผลิตรถปิกอัพไฮบริดขนาดกลางในตลาดยุโรป
ดังนั้น โอกาสของไทย ซึ่งมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน
แถมรัฐบาลยังให้การสนับสนุน เพราะแนวทางการส่งเสริมโปรดักต์แชมเปี้ยนในบ้านเราชัดเจนอยู่แล้ว เริ่มจากตัวแรกปิกอัพ ตัวที่สองอีโคคาร์ และกำลังจะส่งเสริมรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวที่สาม
ดังนั้น หากผู้ประกอบการเร่งมือกับการนำเสนอรถปิกอัพที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวช่วย ตลาดในสหภาพยุโรป ก็คงอ้าแขนรับมากขึ้นอย่างแน่นอน
แหล่งข่าวจากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระบุว่า หากเราเร่งมือให้ทำได้ภายใน 5 ปีจากนี้มั่นใจว่า รถปิกอัพจากไทยจะมีโอกาสขยับสัดส่วนในตลาดยุโรปเพิ่มได้ถึง 35-40%จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 20% มูลค่าการส่งออกจะขึ้นไปแตะระดับ 1,300 ถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ขณะนี้แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญยังมีจุดอ่อนหลายด้าน จำเป็นต้องเร่งมือช่วงชิงโอกาส
ส่วนตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าหรืออีวี อาจจะต้องมองข้ามเพราะประเทศในแถบยุโรปเองมีการพัฒนาสายการผลิตรถอีวี หลายรุ่นป้อนตลาดภายในกันเองอยู่แล้ว
“รัฐบาลควรเลือกที่ส่งเสริมปิกอัพไฮบริดและเร่งทำ FTA กับยุโรปเพื่อสร้างโอกาสแข่งขันที่มากขึ้น”
และมั่นใจว่าไทยมีข้อได้เปรียบหลายด้าน อาทิ มีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถปิกอัพที่พร้อมสรรพ
โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ขณะที่แอฟริกามีแค่ 40%
และปัจจุบันได้มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทยสำหรับรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว
สายการผลิตรถยนต์ในแอฟริกาใต้ยังคงมุ่งเน้นที่การผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อป้อนตลาดในประเทศ ตลาดทวีปแอฟริกา และทวีปยุโรป ต่างจากอุตฯรถยนต์ไทย ที่ได้มีการลงทุนพัฒนาห่วงโซ่อุปทานรถยนต์นั่งไฟฟ้ารูปแบบต่าง ๆ ในประเทศแล้ว
ทำให้สามารถต่อยอดสู่รถปิกอัพไฮบริดได้ไม่ยากนักในอนาคต อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีแรงงานฝีมือระดับสูง และกำลังพัฒนาไปสู่อัตโนมัติในการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนมากยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังขาด คือ แอฟริกาใต้มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป
ดังนั้น การเร่งเจรจาตกลงการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่มยุโรปให้สำเร็จโดยเร็ว น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตลาดในสหภาพยุโรป
และการขยายตลาดในยุโรป ก็น่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเข้าถึงรถปิกอัพไฮบริดง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราคา อันเกิดจากอีโคโนมีออฟสเกลของแต่ละค่ายรถยนต์ และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่ปิกอัพไฮบริดเท่านั้น โอกาสที่จะต่อยอดไปสู่รถปิกอัพอีวี ก็น่าจะไม่ไกลเกินเอื้อม
ขอบคุณข้อมูล ศูนย์วิจัยกสิกรไทย