ค่ายรถจี้รัฐยืดแพ็กเกจ “อีวี” ชง “ไฮบริด-ปลั๊กอินไฮบริด” ภาษีคนละอัตรา
ค่ายรถชงรัฐยืดเวลาสนับสนุนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบรับสิทธิภาษี 0% อีก 2 ปี ย้ำควรแยกภาษีสรรพสามิต ไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริด ให้มีอัตราที่แตกต่างกัน
นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากได้เข้าร่วมหารือกับอธิบดีกรมสรรพสามิตเพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในด้านภาษีเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมรถยนต์อีวีในประเทศไทยนั้น ในฐานะตัวแทนกลุ่มได้มีการเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเพื่อขยายระยะเวลาในการสนับสนุนส่งเสริมรถยนต์อีวีให้ได้รับสิทธิภาษี 0% ออกไปอีก 2 ปี จากเดิมที่จะให้การสนับสนุนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ขยายไปเป็น 31 ธ.ค. 2570 รวมทั้งภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และไฮบริดด้วย
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ส่งผลให้อุตสาหกรรมหยุดชะงักไป จึงอยากให้รัฐบาลช่วยพิจารณาในส่วนตรงนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนให้รถยนต์เหล่านี้สามารถเกิดได้ในประเทศไทย
“เราขอให้รัฐยืดระยะเวลาตรงนี้ทั้งแพ็กเกจของการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์อีวี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และไฮบริดทั้งระบบ เพื่อเป็นการส่งเสริมและช่วยเหลือค่ายรถยนต์ รวมทั้งสนับสนุนผู้ต้องการซื้อรถในช่วงระยะเวลาที่อยู่ในช่วงสุญญากาศของโควิด”
ปัจจุบันรถยนต์ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (ไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และอีวี) นั้นได้เกิดความสับสนพอสมควร โดยเฉพาะการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐในด้านของภาษีและการแยกประเภทของรถที่ไปนับรวมรถยนต์ไฮบริดมาอยู่ในกลุ่มรถประเภทนี้
เนื่องจากรถไฮบริดส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ส่วนแบตเตอรี่นั้นเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนที่น้อยมาก และทั่วโลก ๆ ไม่ได้จัดให้รถไฮบริดอยู่ในประเภทยานยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่
ดังนั้น กรมสรรพสามิตต้องทำนโยบายให้ชัดเจน ร่วมทั้งต้องกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนในการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์แต่ละประเภท โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริดที่ประเทศไทยได้นับรวมเข้าเป็นรถยนต์ในกลุ่มแบตเตอรี่ ขณะที่ประเภทอื่น ๆ มองรถยนต์ประเภทแบตเตอรี่ตั้งแต่รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดขึ้นไป
แหล่งข่าวจากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หากเป็นได้อยากให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมสรรพสามิตหันกลับมาพิจารณาโครงสร้างการจัดเก็บภาษีรถยนต์อีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฮบริดให้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จากปัจจุบันที่ถูกจัดเก็บอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน โดยเสียภาษีในอัตรา 8% สำหรับค่ายรถที่ไม่ได้ขอรับส่งเสริม BOI และอัตรา 4% สำหรับค่ายรถยนต์ที่ขอรับส่งเสริม BOI นั้น
ขณะที่รถยนต์อีวี หรือไฟฟ้า 100% นั้นได้รับสิทธิ 2% แต่หากค่ายรถยนต์ที่ขอส่งเสริม BOI และต้องมีการผลิตรถตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563-31 ธ.ค. 2565 จะได้รับสิทธิภาษีเป็น 0%
ในส่วนของมิตซูบิชินั้นมองว่าจะเป็นเรื่องดี หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจัดเก็บภาษีใหม่ โดยนำรถปลั๊ก-อิน ไฮบริดไปอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับรถอีวีน่าจะเป็นการเหมาะกว่า เนื่องจากต้องการการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีที่มากกว่ารถยนต์ไฮบริด
ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาเงื่อนไขรายละเอียดให้แตกต่างกัน ที่สำคัญรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริดนั้นมีการใช้แบตเตอรี่ที่มากกว่าและมีระยะทางที่วิ่งได้ไกลกว่ารถยนต์ไฮบริด ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมตรงนี้