เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ปนัดดา เจณณวาสิน คุณภาพรถ-ราคาขายต่อ นิยามความสำเร็จของ “อีซูซุ”

05 ม.ค. 2564 | 15:17น.

สัมภาษณ์พิเศษ

“ถ้าคุณให้โอกาสฉัน คุณจะไม่มีวันเสียใจเลย เขาก็เลยเรียกพี่มาสอบ…” นี่คือคำบอกเล่าของ “ปนัดดา เจณณวาสิน” กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ที่ฉายภาพย้อนกลับไป ท่ามกลางแววตายังคงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น หลังจากที่ “ประชาชาติธุรกิจ” ป้อนคำถามแรกถึงการเริ่มงานกับตรีเพชรอีซูซุ ซึ่ง “ปนัดดา” เล่าต่อว่า เรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจทำงานตรีเพชรฯ แต่มีความอยากทำงาน UN เพราะอยู่ใกล้ธรรมศาสตร์ แต่เมื่อมีโอกาสมาตรีเพชรฯ ได้ฟังเขาอธิบาย ทำให้รู้สึกว่าเป็นบริษัทที่ดีมาก แต่ในยุคนั้น ตรีเพชรฯรับแต่ผู้ชาย อายุไม่เกิน 25 ปี เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.5 เพื่อนมาบอกว่า บริษัทญี่ปุ่นเขาไม่รับผู้หญิงนะรับแต่ผู้ชาย เลยไปอ่านประกาศหลังจากนั้นตัดสินใจโทรศัพท์ไปถามว่า ทำไมไม่รับผู้หญิง ซึ่งเขาก็มีเหตุผลของเขา แต่เราบอกเขาไปว่า “ถ้าคุณให้โอกาฉัน คุณจะไม่มีวันเสียใจเลย” นั้นเป็นจุดเริ่มต้นกับตรีเพชรอีซูซุของผู้หญิงแกร่งคนเก่งคนนี้

เก็บเกี่ยวความรู้รอบด้าน

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ตรีเพชรอีซูซุกำหนดคุณลักษณะสำคัญ 2 ประการ ไว้เป็นแนวทางให้พนักงานในการปฏิบัติ 1.คือเรื่องความสามารถรอบด้าน2.คือความยืดหยุ่น ตรีเพชรฯจะมีความสามารถรอบด้านได้ ต้องมีความรอบรู้ หมายถึงรอบรู้ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม บันเทิง กีฬา และศาสตร์แขนงอื่น ๆ ยิ่งรู้มากยิ่งดี ซึ่งสมัยนี้เทคโนโลยีช่วยให้หาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ได้มากมาย

สำหรับ “ปนัดดา” การเพิ่มพูนความรู้ตัวเอง การอัพเดตตัวเอง ทำ 3 แบบด้วยกัน ก็คือ “การอ่าน การดู และการฟัง” การอ่าน หมายถึง การอ่านหนังสือด้วย อ่านข่าวด้วย ไม่จำเป็นต้องอ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์เสมอไป หมายถึงการอ่านออนไลน์ด้วย เทคโนโลยีช่วยให้อ่านได้ด้วย เทคโนโลยีช่วยให้เราอ่านได้ แต่ต้องเป็นหนังสือหรือข่าวที่มาจากสำนักพิมพ์ หรือสำนักองค์กรที่เป็นทางการ

“ปนัดดา” ไม่เชื่อข่าวที่แชร์ตามโซเชียลมีเดีย เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่ากว่าจะผลิตหนังสือมาแต่ละเล่ม สำนักพิมพ์ต้องคัดกรองแล้ว สำนักข่าวก็ต้องกรองข่าวแล้วว่ามันถูกต้อง ครบถ้วนเหมือนเป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ถึงแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป การอ่านก็จะเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราเพิ่มประสิทธิภาพในการที่จะอัพเดตตัวเอง เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง

2.การดู “ปนัดดา” ชอบดูข่าวมาก แทบจะทุกเวลาที่ว่าง ดูสารคดี ดูข่าวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มีมุมมองที่มากมายเลย ก็จะมีทั้งวิเคราะห์ข่าว วิจารณ์ข่าว รวมทั้งที่ดูคือ ดูวิธีปฏิบัติงานของคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ เขาทำอย่างไร มีวิธีการจัดการอย่างไร “ปนัดดา” ก็เอามาเป็นแบบอย่าง

สำหรับเรื่องการฟังก็เหมือนกัน ชอบฟังข่าว ระหว่างเดินทางก็จะเปิดวิทยุในรถ ถ้าไม่ต้องคิดอย่างอื่น อีกอย่างหนึ่งก็คือการฟังสัมมนา ถ้ามีเวลาชอบไปสัมมนา ฟังวิทยากรที่มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ นำมาแชร์ให้เราฟัง เราก็ได้แง่คิด มุมมองใหม่ ๆ คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้มีความรอบรู้ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรามีความสามารถรอบด้าน

ทีมเวิร์กคือแชมเปี้ยน

ถ้ามีโอกาสได้พบปะคนเยอะ บางทีมุมมองเขาของ หรือการสนทนาประจำวันที่เจอกับเขา ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร ก็ทำให้ได้อัพเดตตัวเองด้วย และ “ปนัดดา” ทำงานร่วมกับคนหลายเจนด้วย ทำให้สามารถจะรับทราบเทรนด์ใหม่ ๆ จากน้องใหม่ ๆ ที่เขาเป็นเจน Y เจน X

“ปนัดดา” เชื่อว่าการทำงาน ต้องทำเป็นทีม เพราะถูกสอนเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเรียนที่ญี่ปุ่น “ทีมเวิร์ก” เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าอยากจะไปไกล ๆ ต้องไปด้วยกัน ถ้าไปคนเดียวอาจจะไปได้เร็ว แต่อาจจะไปได้ไม่ไกล

เพราะฉะนั้น ทีมเวิร์กเป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วงานที่มีความสำเร็จทุกวันนี้ เรามีทีมงานที่ดีมากทั้งผู้บริหารที่เหนื่อยกว่า “ในอดีต” เพื่อนร่วมงานที่เท่ากัน และบรรดาผู้ใต้บังคับบัชญาที่เด็กกว่าทุกคน ทุกคนก็เป็นทีมเวิร์ก

พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

“ปนัดดา” เป็นคนชอบภาษาต่างประเทศ เข้ามาตรีเพชรฯก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษกับคนญี่ปุ่นที่ทำงานด้วย พวกเขาพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก แต่เวลาพูดกันเอง เขาพูดภาษาญี่ปุ่น มันทำให้ “ปนัดดา” รู้สึกอึดอัด เพราะไม่เข้าใจที่เขาพูด ก็เลยเปลี่ยนใจไปสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น และ “ปนัดดา” เป็นภาคเอกชนคนแรกที่ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เท่าที่ทราบ ตอนไปไม่รู้ว่าจะยาก คิดว่าญี่ปุ่นในยุคนั้นน่าจะพูดอังกฤษได้แล้ว แต่ปรากฏว่าคนญี่ปุ่นจนปัจจุบันนี้ก็ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ เขาอาจจะเข้าใจ แต่เขาใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก มันทำให้อึดอัด ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ เพราะไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นที่เมืองไทย

พี่ไปเดี่ยว ๆ มันเลยต้องลุย ลำบาก แล้วมหาวิทยาลัยที่ไปเรียนชื่อมหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ พี่ไม่รู้จักมหาวิทยาลัยนี้

คือทุนรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น สมัยนี้ก็เหมือนกัน เราไปสอบก่อนพอได้ทุนต้องไปหามหาวิทยาลัยเขาจะให้เราเลือก 1-3 ตอนนี้ก็มาปรึกษาที่ตรีเพชรฯ ประธานตรีเพชรฯในขณะนั้นแนะนำว่า ให้เลือกมหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ กรุงโตเกียว ที่เดียว อันอื่นไม่ต้องเอา 2-3 ไม่ต้องเลือก คะแนนคุณได้อยู่แล้ว พี่ก็เลือกไปที่เดียว

พี่ไม่มีทางเลือกอื่น เขาไม่รับก็คือว่าอดได้ทุน พี่ไม่รู้เงื่อนไขนี้ ทีนี้พอเลือกไป อาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเราระบุไปว่าเป็นใคร โดยที่ภาษาญี่ปุ่นพูดไม่ได้ จีนก็ไม่ได้ ที่เหลือจะเป็นคนเกาหลี ฮ่องกง ซึ่งภาษาจีนเขาเก่ง ทำให้ “ฮิโตสึบาชิ โปรเฟสเซอร์โยชิโน” อาจารย์ต้องดูแลเป็นพิเศษ เป็นจุดที่ทำให้ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่า

“ปนัดดา” ตั้งเป้าหมายว่า ต้องกลับมาพร้อมปริญญาโทให้ได้ และไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้รับเข้าเรียนทันที เขาให้เราเป็นรีเสิร์ช student ก่อน แล้วสอบเข้าพร้อม ๆ กับคนอื่น หลังจากที่ไปทำรีเสิร์ชอยู่ 6 เดือน อาจารย์ก็อาจจะให้สอบเข้าเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่ของ “ปนัดดา” ต้องสอบเข้าเป็นภาษาญี่ปุ่น อาจารย์เลยให้รอ 2 ปีครบทุน ถ้าสอบเข้าปริญญาโทไม่ได้ก็ต้องกลับ จึงจำเป็นต้องพยายามภายใน 2 ปีนั้น ให้เข้ามหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติของอาจารย์นี้ให้ได้ มันก็เลยเกิดความรู้สึกกดดันในการที่ต้องพยายาม สุดท้ายก็โอเค ? “ปนัดดา” สอบได้ A ทุกวิชา สอบเข้าได้ที่ 1 ด้วย ตอนที่สอบเข้าได้ อาจารย์บอกว่าปาฏิหาริย์จริง ๆ เขาไม่เชื่อว่าจะสอบได้ และ “ปนัดดา” ก็ไม่เชื่อตัวเอง

ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ

“ปนัดดา” เล่าว่า ตนเองอ่านหนังสือชื่อ Passion For Success โดย “Kazuo Inamori” คนญี่ปุ่นรู้จักเขาเยอะมาก หนังสือเล่มนี้เขียนมาตั้งแต่ 1995 เป็นหนังสือที่พูดถึงวิธีคิดของ Inamori เกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จในชีวิตของ Inamori ผู้ก่อตั้งเกียวโตเซรามิก ผลิตเซรามิกให้กับพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าไฮเทค ซึ่งตั้งบริษัทนั้นได้ตอนอายุ 27 ปีเท่านั้น

ซึ่งสูตรแห่งความสำเร็จ Inamori คิดขึ้นมาเพื่อเป็นแรงใจ ทำธุรกิจนี้ให้ประสบความสำเร็จ เขาคิดตอนอายุ 27 ปี แต่หลังปี 2010 คนไทยจะรู้จักชื่อเขามากขึ้น เพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่น ไปเชิญ Inamori ในวัย 27 ปี เมื่อ 11 ปีก่อน มาเป็นประธานกอบกู้สายการบินแห่งชาติเจแปนแอร์ไลน์ แล้วเขาใช้เวลา 2 ปี ในการกอบกู้กลับเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ที่โตเกียวได้อย่างเต็มภาคภูมิ 2 ปีไม่ได้รับเงินเดือน

Inamori บอกว่า ความสำเร็จ = ความสามารถ x ความพยายาม x ทัศนคติ เขานิยามความสามารถไว้ว่า คือเชาวน์ปัญญา ทักษะพิเศษ สรีระทางร่างกายซึ่งส่วนใหญ่เราจะได้มาตั้งแต่กำเนิด

อันนี้มีคะแนนตั้งแต่ 0-100 ต่อไปความพยายาม ก็หมายถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท ที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ ก็มีคะแนนตั้งแต่ 0-100 เช่นเดียวกัน

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของ Inamori และเป็นความคิดของ “ปนัดดา” ด้วย เพราะ “ปนัดดา” เอามาจากเขา ก็คือ “ทัศนคติ” คือมุมมองที่เรามีต่อการทำงาน หรือการดำเนินชีวิต คะแนน -100 ถึง +100 ทำไมปัจจัยเหล่านี้ถึงคูณกันไม่บวก

Inamori อธิบายว่า ถ้าเอา 3 ปัจจัยนี้บวกกัน ก็แปลว่าคนที่มีความสามารถเก่งมาตั้งแต่กำเนิด จะชนะทุกคนตลอดเวลา เขาไม่ต้องออกแรง เขาก็ชนะแล้ว เพราะว่าเขาได้คะแนนเต็มมาตั้งแต่ต้น แล้วที่เหลือก็เป็นบวก

แต่ถ้าคนที่มีความสามารถปานกลาง แต่มุ่งมั่นทุ่มเท มีทัศนคติบวก ไม่สามารถจะเอาชนะได้เลย ซึ่งมันไม่ใช่

ในโลกความเป็นจริง คนที่มีความสามารถปานกลาง ทุ่มเทสุดขีด มีความคิดบวกอย่างเดียว

เขาสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่าคนที่เก่งมากระดับอัจฉริยะ ขี้เกียจไม่ทำอะไรเลย หรือไม่ก็ทุ่มเทอย่างยิ่ง

แต่มีทัศนคติเป็นลบ แปลว่าคิดแต่ด้านร้าย จมดิ่งอยู่ในความริษยาเกลียดชัง คิดร้ายต่อผู้อื่น อันนี้เป็นอันตรายต่อองค์กร อันนี้เป็นอันที่ “ปนัดดา” ใช้บ่อย เขาคิดสูตรนี้มาเมื่อ 61 ปีมาแล้ว ตอนอายุ 27 และยังเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้ได้ในปัจจุบัน พี่ชื่นชมเขามาก

นอกจากประสบความสำเร็จในธุรกิจแล้ว พี่ชอบปรัชญาในการใช้ชีวิตของเขา เขาเห็นคุณค่าของคน ไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องความสามารถอย่างเดียว ตรีเพชรฯก็มองแบบนี้เหมือนกัน แต่เรามองความพยายามด้วย และมองทัศนคติที่มีต่อองค์กรด้วย ถ้าคิดร้ายหรือลบต่อองค์กร มันไม่ดี ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม พี่ก็ใช้สูตรนี้ของ Inamori ในการทำงาน ตั้งแต่อดีตจนถึงขณะนี้

เผยแพร่ความคิดสู่ดีลเลอร์

ใช่ค่ะ คนญี่ปุ่นก็มักจะรู้สูตรนี้อยู่แล้ว เพราะเขาอ่านหนังสืออันนี้ แล้วก็เคยแชร์อันนี้ให้กับพนักงานว่า สูตรแห่งความสำเร็จคืออะไร ก็แชร์ในช่วงปีใหม่ ให้พนักงานรู้ว่า ความสำเร็จ = ความสามารถ x ความพยายาม x ทัศนคติ แล้วอธิบายว่า ทำไมถึงได้สเกล -100

โควิดทำให้เกิด New Normal

เราจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราไม่ปรับตัว เราอยู่ไม่ได้

ฉะนั้น โควิดทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ไม่ควรใช้ต่อไป เช่น การประชุม เดินทางไปต่างจังหวัด หรือการเดินทางไปประเทศเพื่อไปประชุม

เมื่อก่อนถ้าประชุมออนไลน์ เป็นวิดีโอ conference อาจจะดูไม่สุภาพ ตอนนี้ก็ทำเป็นกิจจะลักษณะไปเลย มันก็ทำให้ประหยัดเวลาได้ และเราก็โชคดี อาจจะดูจากผลของยอดขายในช่วงนี้ คงเห็นแล้วเราโชคดีก่อนโควิด

ตรีเพชรฯสอนดีลเลอร์เราเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ไว้ล่วงหน้า เพราะคาดว่ายังไงก็ต้องเป็นการตลาดออนไลน์ เราสอนเทรนอย่างดีพอถึงเวลา โควิด-19 ดีลเลอร์ไม่สามารถจะจัดกิจกรรมเอารถไปโชว์ได้ เขาใช้วิธีออนไลน์ และใช้ได้อย่างคล่องแคล่วมาก ทำให้เราสามารถปรับตัวเองเข้าไปได้อย่างดี

ตอนนี้เราต้องใช้การตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง 2 อันนี้ ไม่สามารถใช้อันใดอันหนึ่งได้ ถ้าเราไม่ปรับตัวยังทำแบบเดิม เราอยู่ไม่ได้

ลดช่องว่างเจ้านาย-ลูกน้อง

“ทีมเวิร์ก” เป็นสิ่งที่ตรีเพชรอีซูซุยึดมั่น และเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในสิ่งที่ตรีเพชรฯต้องการจากพนักงานด้วย ก็คือทีมเวิร์ก พี่มีพนักงานที่ต้องดูแลและทำงานร่วมกับเขาเป็นจำนวนเยอะพอสมควร

แล้วสิ่งที่เราต้องการทำคือต้องการบรรลุเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน โดยสมาชิกทุกคนต้องทุ่มเท ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่ต้องทำ 1.ต้องทำให้เขาดูเราเป็นแบบอย่าง เพราะเราเป็นหัวหน้าทีม ลูกทีมต้องดูหัวหน้าทีม ต้องทำตัวเป็นเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ ไม่ใช่เจ้านาย ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงขององค์กร ไม่เคยทำตัวแบบนั้น อย่างที่บอก มีทั้ง เจน X Y ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับกลางผู้จัดการฝ่ายหรือพนักงานใหม่ ก็สามารถเข้ามาหาพี่ได้เหมือนกัน ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีขั้นตอนอะไรเลย ปรึกษาได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

“พี่ไม่ชอบขั้นตอนที่มีเป็นขั้น ๆ ว่าต้องให้พี่ ๆ พามานะ ถึงจะเข้ามาได้ พี่จะให้เขาเข้าหาพี่ได้เสมอ เขาจะรู้สึกว่าใกล้ชิด ถึงจะอายุต่างกว่ามาก เขาก็เรียกเราว่าพี่ พี่ก็อยากให้เขารู้สึกว่า พี่เป็นพี่ ไม่ได้เป็นเจ้านาย”

2.อยากให้พนักงานเกิดความรู้สึกการมีส่วนร่วม โดยต้องบอกเขาว่า บริษัทต้องการอะไร เล่าให้ลูกน้องฟังเสมอ รับนโยบายมาจากท่านประธาน แล้วจะมาบอกว่าบริษัทต้องการแบบนี้ และเราต้องทำอะไรบ้างเพื่อบรรลุสิ่งที่บริษัทต้องการ และเขาจะต้องทำอะไรบ้าง

อีซูซุแชมป์ขายปิกอัพประจำปี

มีคนบอกว่าปี 2563 น่าจะเป็นแชมป์ยอดขายประจำปี แต่เรายังไม่สามารถพูดแบบนั้นได้ จนกว่าจะได้เห็นตัวเลขยอดขายสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ไปก่อน เพราะจากประสบการณ์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ สำหรับตลาด

เราจะเชื่อจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลงจริง ๆ นี่คือคำกล่าวของ “ปนัดดา เจณณวาสิน” ที่ตอบคำถามของ “ประชาชาติธุรกิจ” อย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าเมื่อนั่งไล่เรียงยอดขายรถปิกอัพในช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.ถึง พ.ย. 2563) ที่ผ่านมา อีซูซุจะมียอดขายทิ้งห่างคู่แข่งไปแล้วกว่าหมื่นคัน แต่ผู้บริหารคนเก่งและทีมงานยังไม่ถือเป็นความสำเร็จ จนกว่าการขับเคี่ยวในปีนี้จะสิ้นสุดลง

เธอตบท้ายว่า ตลาดรถปิกอัพถือเป็นตลาดรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และมีอัตราการตกลงน้อยกว่ายอดขายในตลาดรวม 10 เดือนลดลงไปประมาณ 20% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ผู้คนต่างอยู่กับบ้าน

แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจ “อีคอมเมิร์ซ” เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รถปิกอัพได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการ บวกกับกลุ่มผู้คนที่กลับไปอาศัยยังภูมิลำเนาเดิม ต่างมองหาโอกาสในการประกอบอาชีพใหม่ ๆ กลุ่มเหล่านี้จะมองไปที่รถปิกอัพ ซึ่งมีความอเนกประสงค์ มาใช้ในการประกอบอาชีพ หรือทำอาชีพเสริม ใช้ในการรับ-ส่งสินค้า

เช่นเดียวกันกับตลาดรถบรรทุกเล็กอย่างอีซูซุ เอลฟ์ ก็มีการเติบโตในทิศทางเดียวกัน พร้อมเหตุผลสำคัญที่ทำให้รถยนต์อีซูซุของเราได้รับความนิยมจากลูกค้า คือ คุณภาพรถที่ดี ราคาขายต่อรถยนต์มือสอง ที่มีราคาจำหน่ายค่อนข้างดี ทำให้คนตัดสินใจซื้ออีซูซุได้ง่าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปนัดดา เจณณวาสิน