“อาหารเป็นเส้นทางนำไปสู่เสรีภาพ” สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง WFP เปิด “The Next Bucket : Save Lives & Change Lives”
สยามพิวรรธน์ จับมือ WFP เปิดโครงการ “The Next Bucket : Save Lives & Change Lives” ส่งต่อมื้ออาหารเพื่อความหวังและเสรีภาพ
เพราะ “อาหารเป็นเส้นทางนำไปสู่เสรีภาพ” สยามพิวรรธน์จึงประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Food Programme : WFP) องค์กรด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งความขัดแย้ง ภัยพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของผู้คนนับล้าน

โดยสยามพิวรรธน์ใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์มระดับโลก เครือข่ายพันธมิตร และฐานลูกค้าจากทั่วโลก ร่วมสนับสนุนภารกิจของ WFP ในการบรรเทาวิกฤตด้านมนุษยธรรมและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรในการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ผ่านการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และตอกย้ำพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและองค์กรระหว่างประเทศในการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อผู้คน สังคม และโลก
ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ สยามพิวรรธน์ และ WFP เปิดตัวโครงการ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” ในเฟสแรกจัดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายน–ธันวาคม 2569 ตั้งเป้าส่งมอบ 100,000 มื้ออาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนที่เปราะบาง โดยระดมพลังจากเครือข่ายลูกค้า พันธมิตร และทุกภาคส่วนในการสนับสนุนเมนูพิเศษและการบริจาคผ่านช่องทางต่าง ๆ ภายในโกลบอลเดสติเนชั่นของสยามพิวรรธน์ เพื่อร่วมส่งต่อโอกาส สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ซาเมียร์ วันมาลี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า การขาดแคลนอาหารเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นมา มีมากกว่า 65 ล้านคนที่ขาดแคลนอาหารอยู่บนโลกใบนี้ มีเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศต่าง ๆ มีอาหารไม่พอเพียง มีผู้คนที่ไม่สามารถหาสารอาหารให้เพียงพอต่อร่างกายได้จำนวนมาก การที่ได้ร่วมมือกับสยามพิวรรธน์เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะการแก้ปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้แค่เพียงเราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ สยามพิวรรธน์ได้สร้างหลายอย่างให้กับโครงการนี้ มีการทำข้อมูลแชร์ให้คนทั่วไปทราบถึงการขาดแคลนอาหารนี้
“การผนึกกำลังกับสยามพิวรรธน์ในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ภาคธุรกิจ ชุมชน และประชาชนทั่วไป สามารถผนึกกำลังกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้ และด้วยการเปลี่ยนความตระหนักรู้ให้เป็นการลงมือทำจริง เราจะสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนที่ขาดโอกาส พร้อมทั้งร่วมกันสร้างอนาคตที่มีความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค” ซาเมียร์กล่าว

ดร.วิรไท สันติประภพ รองประธานกรรมการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการ โครงการอาหารโลก กล่าวว่า “ปัจจัยสี่ที่คนไทยมักมองข้ามไปคือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เพราะเราสามารถผลิตอาหารได้เกินความต้องการของคนในประเทศ และสังคมไทยยังเอื้อเฟื้อดูแลกัน แต่ถ้ามองไปในโลกแล้ว วิกฤตการขาดแคลนอาหารกำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น จากปัญหาสงครามความขัดแย้ง วิกฤตเศรษฐกิจ และสภาวะโลกร้อน
ความร่วมมือระหว่าง WFP และสยามพิวรรธน์ในครั้งนี้ นอกจากจะจุดประกายให้เราตระหนักเกี่ยวกับวิกฤตการขาดแคลนอาหารแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถมีส่วนร่วมส่งต่ออาหารให้กับคนที่กำลังหิวโหย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าโลกยังเต็มไปด้วยความหิวโหย ยากที่เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและยั่งยืน”
ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาโกลบอลเดสติเนชั่น ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยามพรีเมียม เอาท์เล็ต กรุงเทพ เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความสำเร็จทางธุรกิจที่ยั่งยืนต้องเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้คนและสังคม ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว เราจึงมุ่งสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เปิดให้ทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็มของเราได้มีส่วนร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม การผนึกกำลังกับ WFP ในครั้งนี้ สะท้อนพลังของแนวคิด Co-Creation และ Collaboration ที่นำศักยภาพของทั้งสององค์กรมาร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการจะเกิดขึ้นได้จากพลังของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเครือข่ายร้านอาหารภายใน โกลบอลเดสติเนชั่นของสยามพิวรรธน์ ซึ่งจะขยายการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องในอนาคต ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนร่วมส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก ผ่านการเลือกสั่งเมนูพิเศษที่ร่วมสมทบรายได้เข้าสู่โครงการ หรือร่วมบริจาคโดยตรงผ่านแพลตฟอร์ม เทใจ (Taejai) เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ ในงานเปิดตัวโครงการ “The Next Bucket : Save Lives & Change Lives” ได้รับเกียรติจากร้านอาหารชั้นนำที่ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนแคมเปญผ่านเมนูพิเศษเพื่อการกุศล ได้แก่ ร้านสรรพรส ร้านอาหารไทยสูตรโบราณ โดย เชฟซีตรอง – วลาสุระ ณ ลำปาง แชมป์ MasterChef Thailand Season 6, ร้าน Fikka ร้านอาหารไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย โดย ภาณิชา สัตยาประเสริฐ และร้าน L’Antica Pizzeria Da Michele Bangkok ร้านพิซซ่าระดับตำนานกว่า 150 ปีจากเมืองเนเปิลส์ นำโดย Artem Viglione โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากเมนูพิเศษจะนำไปสนับสนุนการดำเนินโครงการเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
เชฟซีตรอง – วลาสุระ กล่าวว่า เริ่มแรกคือเราอยากจะส่งต่ออยู่แล้วเราอยากจะส่งต่อรสชาติส่งต่อประวัติศาสตร์ของอาหาร ที่อยู่เบื้องหลังของอาหารจานนั้น ๆ ส่งต่อรากเหง้าของขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ในวันนี้ทานอาหารของเราได้ส่งต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเดิมมากกว่าความอิ่มท้อง ความหวังเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งต่อสิ่งเหล่านี้ ให้กับทุกคนบนโลกใบนี้

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก เอด้า จิรไพศาลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทใจดอทคอม ในฐานะพันธมิตรด้านแพลตฟอร์มระดมทุน ที่ร่วมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนในการส่งต่อความช่วยเหลือสู่ผู้ที่ต้องการได้อย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรม
สยามพิวรรธน์ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านโครงการ “The Next Bucket : Save Lives & Change Lives” ด้วยการสนับสนุนเมนูพิเศษจากร้านอาหารที่ร่วมแคมเปญ อาทิ “มัสมั่นแกะและข้าวพระสุรีย์” จากร้านสรรพรส ซึ่งจะจำหน่ายระหว่างเดือนมิถุนายน-30 กันยายน 2569 “แกงเขียวหวานหมูกับโรตี” จากร้าน FIKKA จะจำหน่ายระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน-31 ธันวาคม 2569 นอกจากนั้นยังมีเมนูพิเศษจากร้าน L’Antica Pizzeria Da Michele Bangkok ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน หรือร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์มเทใจ (Taejai) ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อร่วมเปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นพลังแห่งการให้