เปิดบ้าน สถาบันชนาพัฒน์ 25 ปี นำ AI ออกแบบสร้างอัตลักษณ์
สองทศวรรษแห่งความสำเร็จ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ ชูการสร้าง “อัตลักษณ์” นำ AI จัด Open House เดือนสิงหาคมนี้ ชวนคนมีฝันค้นพบตัวเองผ่านการเรียนออกแบบระดับโลก
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่แห่งอนาคต ข้อมูลจากงาน CEA Forum 2026 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่ารวมทั่วโลก 71.9 ล้านล้านบาท และรองรับการจ้างงานบุคลากรกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก
ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท (8.01% ของ GDP ประเทศ) และสร้างรายได้จากการส่งออกสูงเกือบ 3.9 แสนล้านบาท
ท่ามกลางโอกาสและกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาสร้างความสั่นสะเทือน สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (Chanapatana International Design Institute) ประกาศพิสูจน์ความแข็งแกร่งตลอดระยะเวลา 25 ปี ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของดีไซเนอร์ไทยบนเวทีสากล พร้อมชี้ให้เห็นว่า “เครื่องมือที่ล้ำสมัยไม่เท่ากับอัตลักษณ์และกระบวนการคิดของมนุษย์”

นายสิทธิพัฒน์ ธนสารสิน ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ เผยว่า 25 ปีที่ผ่านมาได้ผลิตศิษย์เก่าคุณภาพมากกว่า 1,235 คน ซึ่ง 85% สามารถประกอบอาชีพในสายงานออกแบบได้สำเร็จ ต่อยอดสร้างแบรนด์ของตนเองกว่า 350 แบรนด์ ทั้งยังมีเครือข่ายศิษย์เก่าชนาพัฒน์ที่แข็งแกร่งและช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเหนียวแน่น
จากความสำเร็จของศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงในระดับสากล ตัวอย่างเช่น เมธาวี อั้งทอง เจ้าของแบรนด์ Black Sugar บนเวที Vienna Fashion Week และณรงค์ เกตุแก้ว เจ้าของแบรนด์ Narong ผู้อยู่เบื้องหลังชุดบนเวที Miss Universe เป็นต้น
งานนี้ชนาพัฒน์ได้จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี พร้อมจัดพิธีรำลึกเปิดรูปเหมือนสมเด็จพระญาณวชิโรดม (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) ผู้ก่อตั้งสถาบัน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์วิสัยทัศน์ที่มีปณิธานจะสร้างสถานที่ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนักออกแบบที่มีคุณภาพให้ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจโลก
เอกลักษณ์ที่ทำให้ชนาพัฒน์แตกต่าง คือปรัชญาความเปิดกว้าง ภายใต้แนวคิด “Different Dreams, One Place”

นายสิทธิพัฒน์ย้ำว่า “ชนาพัฒน์” มาจาก “ชนา” (คน) รวมกับ “พัฒน์” (พัฒนา) มุ่งเน้นการพัฒนาคน สถาบันจึงเปิดรับทุกคนตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยไม่มีพื้นฐานก็สามารถเรียนได้ ความหลากหลายนี้เองที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองในคลาสเรียน ประกอบกับการใช้วิธีการสอนดีไซน์แบบอิตาลี ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน “ค้นหาแรงบันดาลใจจากข้างในตัวเอง” ทำให้ผลงานมีแคแร็กเตอร์ที่ชัดเจน โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร
ชนาพัฒน์เปิดสอน 2 หลักสูตรหลัก ได้แก่ สาขาออกแบบแฟชั่น (Fashion Design) และสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ (Interior & Product Design) มาตรฐานอิตาลีที่สอนโดยคณาจารย์ต่างชาติ มีโอกาสเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน (Semester Exchange) กับสถาบันพันธมิตรกว่า 10 สถาบันทั่วโลก ใช้เวลาเรียนและทำโปรเจ็กต์รวม 15-20 เดือน ในอัตราค่าเรียนที่คนไทยเข้าถึงได้
สำหรับประเด็น AI นายสิทธิพัฒน์ให้มุมมองว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น แต่ความรู้พื้นฐานและอัตลักษณ์ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด หากคุณใช้แต่ AI โดยไม่มีชุดความรู้พื้นฐานและอัตลักษณ์ของตนเองงานที่ออกมาจะซ้ำกันหมดทั้งตลาด
สอดคล้องกับเทรนด์โลกปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาโหยหาสุนทรียศาสตร์ที่เน้นความเป็นมนุษย์ (Sensory & Human-Centric Design) การมี DNA ที่โดดเด่น การเข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทดแทนมนุษย์ไม่ได้

ส่วนผู้ที่มีแรงบันดาลใจสนใจงานออกแบบ ไม่ว่าจะต้องการเป็นนักออกแบบมืออาชีพ หรือสร้างแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงการมองหาอาชีพที่สองที่มั่นคง หรือเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะในการคิดสร้างสรรค์ แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการออกแบบมาก่อนก็สามารถเรียนได้ ขอเพียงมีความชื่นชอบเป็นแรงบันดาลใจและกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone โดยสถาบันจัดการเรียนการสอนโดยคณาจารย์ชาวต่างชาติมากประสบการณ์ในวงการออกแบบนานาชาติ
สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์จะจัดกิจกรรม Open House ในวันที่ 1 และ 22 สิงหาคม 2569 ณ Chanapatana International Design Institute สุขุมวิท 101 ในงานจะพบกับการเจาะลึกหลักสูตร ร่วมเวิร์กช็อปโดยคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และเรียนรู้เคล็ดลับความสำเร็จจากศิษย์เก่าตัวจริง ในการก้าวเข้าสู่แวดวงการออกแบบ เพื่อสร้างทางให้ตัวคุณเองในอนาคต ซึ่งพร้อมรับบุคคลทั่วไปอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน เรียนภายใต้หลักสูตรอิตาลี มาตรฐานระดับสากล ในราคาที่คนไทยเข้าถึงได้
ดังนั้น เพื่อการต่อยอดความสำเร็จจากประสบการณ์ 25 ปีของชนาพัฒน์ ศิษย์เก่าทั่วโลกและมากกว่า 85% สามารถประกอบอาชีพที่ตัวเองรักในสายงานออกแบบ ทั้งเป็นการสร้างแบรนด์ตัวเองด้วย “อัตลักษณ์-ความรู้จริง” โดยมี AI เป็นเครื่องมือ สนับสนุน “กระบวนการคิด-การลงมือทำ” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของการออกแบบที่เทคโนโลยีจะต่อยอดได้