นิวเคลียร์กลับมา : จุดเปลี่ยนพลังงานไทยที่รอคอยมา 15 ปี
ผู้เขียน : รีวิน เพทายบรรลือ
PrimeStreet Group
จะเกิดอะไรขึ้น หากเทคโนโลยีที่รัฐบาลไทยเคยฝังไปแล้วถึงสองครั้ง กลับกลายเป็นคำตอบสำคัญสำหรับโจทย์พลังงานในอีก 25 ปีข้างหน้า? นี่ไม่ใช่คำถามสมมติอีกต่อไป เพราะคำตอบถูกเขียนไว้แล้วในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของไทย ซึ่งเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา
พ.ศ. 2554 รัฐบาลไทยถอดคำว่า “นิวเคลียร์” ออกจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าทันทีหลังภาพโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะระเบิดกลางจอโทรทัศน์ทั่วโลก ผ่านมา 15 ปี คำที่เคยเป็น “คำต้องห้าม” กลับถูกเขียนไว้ในร่างแผน PDP 2026 นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์พลังงานไทย และคำถามที่น่าสนใจคือ อะไรทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจหยิบเทคโนโลยีนี้กลับมาเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายพลังงานชาติอีกครั้ง ลองไล่เรียงเหตุผลไปด้วยกัน
จากของต้องห้ามสองรอบ สู่ทางเลือกที่จำเป็น
ไทยเริ่มพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งแต่ทศวรรษ 2513 แต่แผนล้มไปหลังพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ต่อมาปี 2553 นิวเคลียร์ถูกนำกลับเข้าแผน PDP ด้วยกำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ ก่อนถูกถอดออกทันทีในปี 2554 หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ และหายไปจาก PDP ฉบับปี 2561 โดยสิ้นเชิง การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นความพยายามครั้งที่สาม โดยร่าง PDP 2026 มีการจัดทำ 4 ทางเลือกนโยบาย และในทุกทางเลือกมีแผนผลิตไฟฟ้าด้วย Small Modular Reactor (SMR) หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเริ่มต้นเหมือนกันในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ด้วย ที่ขนาด 300 เมกะวัตต์ ภายใต้การพัฒนาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อนแยกเส้นทางชัดเจนหลังปี 2580 โดยมีเพียงทางเลือกที่ 3 ที่มุ่งบรรลุ Net Zero ด้วยพลังงานหมุนเวียนเท่านั้นที่ขยายกำลังผลิต SMR เพิ่มเป็น 9,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ทางเลือกอื่นซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) โดยไม่เพิ่มกำลังผลิตนิวเคลียร์
4 ทางเลือกนโยบายของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593
| Case 1 Base Case | Case 2 Net Zero by CCS | Case 3 Net Zero by Renewable Energy (RE) | Case 4 Net Zero by RE & CCS | |
| ปล่อย Green House Gas ปี 2593 (ล้านตัน CO2) | 51.5 | 19.1 | 16.6 | 19.1 |
| สัดส่วนพลังงานสะอาด | 65% | 65% | 89% | 73% |
| กำลังผลิตใหม่ทั้งแผน (GW) | 127.3 | 127.3 | 194.8 | 147.2 |
| นิวเคลียร์ (SMR) หลังปี 2580 | คงที่ 300 MW | คงที่ 300 MW | เพิ่มเป็น 9,000 MW | คงที่ 300 MW |
| ค่าไฟฟ้าขายปลีกเฉลี่ย (บาท/หน่วย) | 3.83 | 3.89 | 3.83 | 3.84 |
สรุปจากเอกสารประกอบการสัมมนารับฟังความคิดเห็น PDP2026 ของ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) 8 ก.ย. 2569
คำถามคือ อะไรเปลี่ยนไปในรอบ 15 ปี จนทำให้สิ่งที่เคยเป็นประเด็นที่ไม่มีใครอยากแตะต้อง กลายเป็นทางเลือกที่จำเป็น
LNG: เดิมพันด้านความมั่นคงพลังงาน ที่แพงเกินกว่าจะเมินเฉย
PDP 2026 ถือกำเนิดขึ้นในปีที่ยากลำบาก หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าโลกสูญเสียปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปเกือบหนึ่งในห้า ราคาก๊าซซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหลักของไทยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลจะสั่งเพิ่มสัดส่วนถ่านหินในระบบเพื่อลดแรงกดดัน แต่ด้วยโครงสร้างค่าไฟของไทยที่ต้นทุนเชื้อเพลิงไม่ได้ถูกผู้ผลิตไฟฟ้าแบกรับเอง หากส่งผ่านตรงถึงบิลผ่านกลไกค่า Ft ผลกระทบจึงเดินทางจากอ่าวเปอร์เซียไปถึงทุกครัวเรือนไทยได้ภายในไม่กี่เดือน ค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมปรับขึ้นราว 1.8%
นี่คือความเปราะบางที่แผนฉบับใหม่ต้องเขียนขึ้นมารับมือโดยตรง การผลิตก๊าซในประเทศลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับก๊าซจากท่อพม่า ขณะที่การนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นกว่าเจ็ดเท่าตัวระหว่างปี 2557-2567 และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซที่ไทยใช้ทั้งหมดภายในปี 2573 ไม่ว่าแผนฉบับใหม่จะหน้าตาเป็นอย่างไร เป้าหมายที่แท้จริงคือการซื้อทางออกจากเชื้อเพลิงที่ไทยไม่มีอำนาจต่อรองด้านราคา
นิวเคลียร์เป็นหนึ่งในคำตอบของโจทย์นี้ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นสัดส่วนเล็กมากของต้นทุนผลิตไฟฟ้ารวม ราคาขายไฟจึงผันผวนตามตลาดโภคภัณฑ์น้อยกว่าก๊าซมาก ในกรอบต้นทุนค่าไฟฟ้าขายปลีกเฉลี่ยที่ประเมินไว้ระหว่าง 3.83-3.89 บาทต่อหน่วย นี่คือแรงจูงใจสำคัญ ด้วยยูเรเนียมยังมีแหล่งผลิตกระจายตัวทั่วโลกมากกว่าก๊าซธรรมชาติด้วย แม้คาดว่าเงินลงทุนก่อสร้าง (CAPEX) ของ SMR จะสูงกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซราวห้าเท่า แต่ต้นทุนเดินเครื่อง (OPEX) กลับต่ำกว่ามาก ทำให้คุ้มค่าในระยะยาว
พลังงานหมุนเวียนไม่เสถียรพอ นิวเคลียร์จึงเลี่ยงไม่ได้สำหรับเป้าหมาย Net Zero
เมื่อไทยประกาศพันธสัญญามุ่งสู่ Net Zero และแผน PDP 2026 กำหนดสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดขั้นต่ำไว้ที่ 65% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2593 โจทย์ใหญ่คือจะเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันที่ราว 20% ไปให้ถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร
แสงอาทิตย์และลมยังเป็นตัวเลือกหลักด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงต่อเนื่อง แต่ทั้งสองผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ ผันแปรตามสภาพอากาศและช่วงเวลา จำเป็นต้องพึ่งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System) มาช่วยบริหารจัดการ ซึ่งยังมีต้นทุนสูง นิวเคลียร์จึงก้าวเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของสมการนี้ ในฐานะแหล่งพลังงานสะอาดที่จ่ายไฟฟ้าฐาน (baseload) ได้สม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมง การจัดสรรส่วนผสมพลังงาน (energy mix) ที่สมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ และนิวเคลียร์ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาไทยไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคงและคุ้มค่า
แรงกดดันใหม่จากดีมานด์ไฟฟ้าที่พุ่งไม่หยุด
ความต้องการไฟฟ้าของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ข้อกำหนดด้านห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำจากภาคส่งออก และอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ขยับสูงขึ้นในภาพรวม แต่ตัวเร่งที่ชัดเจนที่สุดคือเงินทุนที่ทะลักเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI และ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องการไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าดีมานด์เฉพาะกลุ่มนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทะยานจาก 1,400 เมกะวัตต์ในปี 2569 ขึ้นไปแตะ 3,700 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 ความเร่งด่วนนี้สะท้อนชัดในนโยบายล่าสุด ของรัฐบาลที่จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การเข้ามาลงทุน รวมถึงการวางนโยบายด้านพลังงานเพื่อไม่ให้กระทบภาคประชาชน โดยกระทรวงพลังงานประกาศจะกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แยกจากค่าไฟทั่วไป พร้อมเกณฑ์ไฟสะอาดที่ต้องไม่ถ่วงเป้า Net Zero ของประเทศ
ในบริบทนี้ นิวเคลียร์ไม่ใช่แค่ทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันดึงดูดการลงทุน หากไทยไม่มีไฟฟ้าฐานที่เสถียรและราคาแข่งขันได้ในระยะยาว การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงย่อมไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่เร่งปรับตัวล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามที่บรรลุข้อตกลงกับรัสเซียเมื่อเดือนมีนาคม 2569 เพื่อสร้างเตาปฏิกรณ์รวม 2,400 เมกะวัตต์ ฟิลิปปินส์ที่ตั้งเป้า 1,200 เมกะวัตต์ภายในปี 2575 อินโดนีเซียที่เตรียมใช้ SMR สองแห่งภายในปี 2577 หรือมาเลเซียที่กำลังสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ในปีนี้ หากไทยต้องการรักษาตำแหน่งศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค เส้นทางพลังงานนิวเคลียร์จึงอาจไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นวาระเร่งด่วน
จังหวะเวลาคือทุกสิ่ง ทำไมต้องตัดสินใจตั้งแต่วันนี้
อุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีข้อจำกัดด้านอุปทานสูงมาก ผู้ผลิตเทคโนโลยีและทีมก่อสร้างที่มีประสบการณ์จริงมีอยู่เพียงไม่กี่รายทั่วโลก และคิวการผลิตชิ้นส่วนสำคัญถูกจับจองล่วงหน้าหลายปี ไม่สามารถสั่งได้ตามต้องการ นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องตัดสินใจเชิงนโยบายแต่เนิ่นๆ ขณะที่เพื่อนบ้านหลายประเทศเข้าคิวไปก่อนแล้ว
สถานการณ์คอขวดนี้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีก IEA รายงานว่าอาชีพวิศวกรนิวเคลียร์กำลังเผชิญแรงกดดันด้านประชากรศาสตร์สูงที่สุดในกลุ่มอาชีพพลังงาน โดยสัดส่วนผู้เกษียณต่อแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการสูงถึง 1.7 ต่อ 1 ยิ่งไทยเริ่มช้าเท่าไร การเข้าถึงเทคโนโลยี บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานชั้นนำก็จะยิ่งยากและแพงขึ้นเท่านั้น
บทสรุป: ก้าวที่ต้องเดินอย่างมีสติ สู่จุดเปลี่ยนพลังงานไทย
การนำนิวเคลียร์มาใช้ในไทยไม่ใช่แค่การจัดซื้อโรงไฟฟ้า แต่ยังมีการบ้านอีกมากที่ต้องวางรากฐานล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยกระดับพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติให้สอดรับมาตรฐาน IAEA ผลักดันสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ให้เป็นหน่วยงานกำกับดูแลอิสระที่มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จ ไปจนถึงการวางยุทธศาสตร์บริหารจัดการกากกัมมันตรังสีทั้งระยะสั้นและระยะยาว และการเจรจาข้อตกลงระดับรัฐบาลกับประเทศเจ้าของเทคโนโลยี เพื่อการันตีเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงยูเรเนียม
อีกสองโจทย์สำคัญคือการเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ ผลิตวิศวกรเฉพาะทางและส่งทีมไปฝึกจำลองการเดินเครื่องในต่างประเทศล่วงหน้า 5-7 ปี ควบคู่กับการสร้างการยอมรับจากภาคประชาชน ผ่านการสื่อสารความเสี่ยงที่โปร่งใส การชี้แจงระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (passive safety) ของเทคโนโลยี SMR และเปิดให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจพร้อมได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ร่างแผน PDP 2026 ที่เข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ส่งสัญญาณชัดว่านิวเคลียร์ได้กลายเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ของไทยอย่างยากจะเลี่ยง ในจังหวะที่หน้าต่างโอกาสแข่งขันดึงดูดการลงทุนกำลังแคบลงทุกวัน การเริ่มต้นช้าเกินไปอาจหมายถึงการเสียโอกาสอย่างถาวร แต่ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนหลักการไม่ประนีประนอมต่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด
แต่นั่นคือธรรมชาติของทุกจุดเปลี่ยนสำคัญ — ไม่มีทางลัด ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป มีเพียงการตัดสินใจที่ต้องอาศัยทั้งความกล้าและความรอบคอบไปพร้อมกัน หากไทยเดินหน้าด้วยความโปร่งใสและไม่ยอมประนีประนอมต่อความปลอดภัย นิวเคลียร์ก็อาจไม่ใช่แค่คำตอบของโจทย์พลังงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการพัฒนาประเทศ ไม่ต่างจากที่หลายชาติเคยพิสูจน์มาแล้วก่อนหน้านี้
รีวิน เพทายบรรลือ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ PrimeStreet Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการบริหารกองทุนทางเลือก