Skip to content

สธ.ยันควบคุม “มาลาเรียดื้อยา” ได้ สั่งเปลี่ยนยาให้คนไข้เฉพาะพื้นที่อุบลฯ-ศรีสะเกษ

24 ก.ค. 2562 | 14:08น.
สธ.ยันควบคุม “มาลาเรียดื้อยา” ได้ สั่งเปลี่ยนยาให้คนไข้เฉพาะพื้นที่อุบลฯ-ศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พญ.ชีวนันท์ เลิศพิริยสุวัฒน์ ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคมาลาเรียในประเทศไทย ว่า จากการติดตามพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 3,279 ราย ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากประเทศไทยมีแผนป้องกันและควบคุมโรคมาอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขผู้ป่วยลดลงกว่าปี 2561 ร้อยละ 23 สำหรับพื้นที่ที่ยังพบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ตามแนวชายเแดน ได้แก่ จ.ตาก จ.ยะลา จ.กาญจนบุรี จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี

พญ.ชีวนันท์ กล่าวว่า ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด มีร้อยละ 82 ที่เกิดจากเชื้อไวแวกซ์ ซึ่งเป็นเชื้อมาลาเรียเดิม และผู้ป่วยต้องได้รับยาไดไฮโดรอาร์ติมิซินิน-ไปเปอร์ราควิน ร่วมกับยาไพรมาควิน ส่วนอีกร้อยละ 18 เกิดจากเชื้อฟัลซิปารัม ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาที่พบเฉพาะในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี เพราะเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายและแนวทางการใช้รักษามาลาเรีย ได้มีการประชุมหารือและสรุปให้เปลี่ยนยาตัวใหม่เพื่อรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยมาลาเรียดื้อยา คือ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี แล้ว

“ขณะนี้ได้สั่งการให้เปลี่ยนไปให้ยาอาร์ติซูเนต-ไพโรนาริดีน ร่วมกับยาไพรมาควิน รักษาผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิปารัมที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนแล้ว ส่วนผู้ป่วยมาลาเรียไวแวกซ์ยังคงใช้ยาตัวเดิมต่อไป เพราะดังกล่าวยังสามารถใช้ได้ดีกับผู้ป่วยที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อดื้อยา” พญ.ชีวนันท์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ายาตัวเดิมยังมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากนำไปให้กับผู้ป่วยเชื้อดื้อยาจะรักษาได้หายขาดร้อยละ 80-90 แต่สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้กับผู้ป่วยเชื้อดื้อยา เพราะต้องการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่ายาต้องรักษาให้หายขาดมากกว่าร้อย 90

พญ.ชีวนันท์ กล่าวว่า กรณีที่มีคำเตือนจากวารสารทางการแพทย์ว่ามีการระบาดของเชื้อมาลาเรียดื้อยาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ถือว่าที่พบในประเทศไทยน้อยมาก เพราะมีเพียง 41 ราย จากกลุ่มตัวอย่าง 1,000 กว่ารายจากหลายประเทศ โดยประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น ที่พบว่าเชื้อมีการกลายพันธุ์ แต่ในการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุว่ารักษาไม่หาย ดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจ และสบายใจได้ว่า สธ.สามารถจัดการปัญหานี้ได้ เพราะได้มีการเฝ้าระวังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและได้มีมาตรการป้องกันมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการประสานความร่วมมือกับนานาชาติในการดูแลเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งล่าสุดทางการกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่มีปัญหาก็ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ของไทยไปช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดการปัญหานี้เช่นกัน

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมควบคุมโรค