ไทยพบผู้ป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กว่า 97% เป็นชายวัยทำงาน
กรมควบคุมโรคเปิดข้อมูลผู้ป่วยโรค “ฝีดาษวานร” ตั้งแต่ปี 2565-ปัจจุบัน มีผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นเพศชายประมาณ 97%
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยในกลุ่มวัยทำงาน และเป็นเพศชายประมาณ 97% โดยพบมากในบางจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ขอแนะนำประชาชนดูแลและป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ รักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ผื่น หรือตุ่มหนอง ควรรีบพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น
จำนวนผู้ติดเชื้อรายจังหวัดมากที่สุด
- กรุงเทพมหานคร จำนวน 458 คน เป็นเพศชาย 454 คน เพศหญิง 4 คน
- จังหวัดชลบุรี จำนวน 85 คน เพศชาย 84 คน เพศหญิง 1 คน
- จังหวัดนนทบุรี จำนวน 50 คน เป็นเพศชาย 49 คน เพศหญิง 1 คน
- จังหวัดภูเก็ต จำนวน 35 คน เป็นเพศชาย 28 คน เพศหญิง 7 คน
- จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 32 คน เพศชาย 30 คน เพศหญิง 2 คน
“รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข
โดยกรมควบคุมโรคได้รับสนับสนุนวัคซีนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด และจัดสรรวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศใน 4 พื้นที่
- กรุงเทพมหานคร
- ชลบุรี
- เชียงใหม่
- ภูเก็ต
รวม 2,175 ขวด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำด้านสุขภาพจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ระบุ