ศาลปกครองไม่รับฟ้องขอเพิกถอนประกาศ กพท. สั่งโชว์ใบรับรองแพทย์ก่อนบินกลับไทย
ศาลปกครองไม่รับฟ้องขอเพิกถอนประกาศ กพท. สั่งโชว์ใบรับรองแพทย์ก่อนบินกลับไทย ชี้ข้อพิพาทอยู่นอกอำนาจศาล
ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีที่คนไทยในไอซ์แลนด์ยื่นขอให้เพิกถอนประกาศ กพท. ที่กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทยได้จะต้องมีใบรับรองแพทย์ยืนยันก่อนขึ้นบินกลับไทย เหตุศาลพิเคราะห์แล้วประกาศพิพาทมีเนื้อหาเหมือน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน จึงอยู่นอกเขตอำนาจศาลปกครอง ชี้หากได้รับความเสียหายต้องยื่นฟ้องศาลยุติธรรม
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2563 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ในคดีหมายเลขแดงที่ 508/2563 นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ฟ้องคดี ยื่นขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ฉบับ 19 มีนาคม 2563 ที่มีข้อกำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทยได้จะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันได้ว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ
โดยข้อพิพาทดังกล่าวผู้ฟ้องคดี ระบุว่า ประกาศดังกล่าวกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งยังเป็นการการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร และเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ โดยไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน
ขณะที่ในสถานการณ์เกี่ยวกับโรคระบาด ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีหน้าที่จะต้องดำเนินมาตรการใดๆ ตามกรอบที่กฎหมายที่ได้ให้อำนาจไว้อย่างเหมาะสมเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ซึ่งอาจรวมถึงการจัดให้มีมาตรการตรวจสอบสภาวะของเชื้อไวรัสโคโรนาในผู้โดยสารขาเข้า ณ ท่าอากาศยานปลายทางที่ประเทศไทย แต่การที่ผู้ถูฟ้องได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดหาเอกสารเงื่อนไขก่อนจะขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางมาประเทศไทยนั้น เป็นการผลักภาระในการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้แก่ผู้โดยสารแต่เพียงฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ผู้ฟ้องคดีมิได้มีเจตนาที่จะสร้างอุปสรรคต่อมาตรการทางสาธารณสุข แต่ประสงค์ให้ทุกมาตราการดังกล่าวที่ออกมาโดยรัฐยืนอยู่บนฐานของความชอบด้วยกฎหมายและหลักนิติรัฐ ตลอดจนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควร และที่สำคัญที่สุด เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทยในการเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตนโดยสวัสดิภาพและมีศักดิ์ศรี
ในคดีนี้ศาลได้พิเคราะห์แล้วว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อกำหนดหลักเกณฑ์ของประกาศฉบับดังกล่าวแล้ว จะมีลักษณะเดียวกันกับข้อ 3 วรรคหนึ่ง (6) และวรรคสอง ของข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2563 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
กรณีนี้หากศาลจะรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาหรือต่อมาจะมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศที่พิพาท ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการเพิกถอนข้อ 3 วรรคหนึ่ง (6) และวรรคสอง ของข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ด้วย ซึ่งตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวใน มาตรา 16 บัญญัติว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง การกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง กรณีตามคำฟ้องในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
แต่สิทธิและและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว ยังคงได้รับความคุ้มครอง โดยผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย มีสิทธิที่จะนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมได้ ตามมาตรา 194 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ศาลปกครองจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา