เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กบน. หั่นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาท เบนซินทุกชนิดลด 2.51 บาท
Economic กบน. หั่นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาท เบนซินทุกชนิดลด 2.51 บาท
ไอ.ซี.ซี. เดินหน้า “ICC Green Legacy” จับมือทัพเรือภาคที่ 1 ลุยบิ๊กคลีนนิ่งขยะชายหาดหัวหิน
SD ไอ.ซี.ซี. เดินหน้า “ICC Green Legacy” จับมือทัพเรือภาคที่ 1 ลุยบิ๊กคลีนนิ่งขยะชายหาดหัวหิน
ก.ล.ต.ยันตรวจยิบ “สุภาพร พิมพงษ์”แจ้งซื้อขายหุ้นถึง 6 บริษัท ลั่นเชือดแน่หากรายงานเท็จ
Finance ก.ล.ต.ยันตรวจยิบ “สุภาพร พิมพงษ์”แจ้งซื้อขายหุ้นถึง 6 บริษัท ลั่นเชือดแน่หากรายงานเท็จ
การเคหะ ช่วยคนไทยมีบ้าน เปิดโปรลดราคาสูงสุด 20% ผ่อนปีแรกดอกเบี้ย 0%
Real Estate การเคหะ ช่วยคนไทยมีบ้าน เปิดโปรลดราคาสูงสุด 20% ผ่อนปีแรกดอกเบี้ย 0%
กมธ.งบฯ 70 บี้สำนักนายกฯ ตั้งคำถาม “ป.ย.ป.” ซ้ำซ้อน ยื่นข้อเสนอยุบเลิก
Politics กมธ.งบฯ 70 บี้สำนักนายกฯ ตั้งคำถาม “ป.ย.ป.” ซ้ำซ้อน ยื่นข้อเสนอยุบเลิก
คลังเตรียมออกบอนด์ “ออมพลัส” ล็อตแรก 4 พันล้าน ปลาย ก.ค. ผ่านเป๋าตัง-Bond Connect
Politics คลังเตรียมออกบอนด์ “ออมพลัส” ล็อตแรก 4 พันล้าน ปลาย ก.ค. ผ่านเป๋าตัง-Bond Connect
การบินไทย ปรับลดราคาตั๋วทั่วโลก 20-30% หลังราคาน้ำมันโลกทรงตัวระดับ 100 กว่าเหรียญ
Business การบินไทย ปรับลดราคาตั๋วทั่วโลก 20-30% หลังราคาน้ำมันโลกทรงตัวระดับ 100 กว่าเหรียญ
อสมท เปิดเช่าที่ดิน 50 ไร่ พระราม 9 มูลค่า 9 พันล้าน ขายซองประมูล 10 ก.ค.นี้
Real Estate อสมท เปิดเช่าที่ดิน 50 ไร่ พระราม 9 มูลค่า 9 พันล้าน ขายซองประมูล 10 ก.ค.นี้
‘สกุชชี่’ ไอเท็มฮีลใจสุดฮิต ติดท็อปเทรนด์ Lazada 6.6 ทำยอดค้นหาทะลุ 3 หมื่นครั้ง
Business ‘สกุชชี่’ ไอเท็มฮีลใจสุดฮิต ติดท็อปเทรนด์ Lazada 6.6 ทำยอดค้นหาทะลุ 3 หมื่นครั้ง
สภาผู้บริโภคเตือน SMS แนบลิงก์ มิจฉาชีพ 100% หลังพบระบาดอ้างค้างจ่าย M-Flow-Lazada
News สภาผู้บริโภคเตือน SMS แนบลิงก์ มิจฉาชีพ 100% หลังพบระบาดอ้างค้างจ่าย M-Flow-Lazada
ดูทั้งหมด

รัฐประหารเมียนมา จุดจบการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย หรือใครมีอิทธิพลพอจะกดดัน ?

15 ก.พ. 2564 | 19:55น.
ศิรินภา นรินทร์, รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

การรัฐประหารในเมียนมาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 สร้างความแปลกใจให้กับคนทั่วโลก เพราะตั้งแต่เมียนมาประกาศว่าจะปฏิรูปประเทศ แล้วก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กองทัพก็ยังมีอำนาจมีบทบาททางการเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าอยู่ในจุดที่น่าพอใจแล้ว เหตุใดจึงมีการทำรัฐประหารยึดอำนาจเกิดขึ้นอีกในครั้งนี้ ขณะเดียวกันการออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหาร ก็ได้กลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลกเช่นกัน

ในงานเสวนาทางวิชาการ “รัฐประหารเมียนมา : กองทัพ การเลือกตั้ง และจุดจบของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ?” จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักวิชาการหลายท่านได้ให้ข้อมูลและแสดงความเห็นต่อการรัฐประหารและการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้อย่างเข้มข้น ซึ่ง “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” สรุปความมาไว้ในนี้แล้ว น่าจะช่วยให้เข้าใจเรื่องการรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้มากขึ้นหลายมิติ

แบ็กกราวนด์การเมืองเมียนมาหลังยุคอาณานิคม

ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าแบ็กกราวนด์ปัญหาการเมืองและประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนเมียนมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่า ในยุคอาณานิคมที่อังกฤษปกครองเมียนมานั้น กลุ่มชาติพันธุ์นับร้อยได้รับสิทธิ์ในการปกครองตนเอง เมื่อใกล้จะได้รับเอกราชจึงมีการคุยกันระหว่างชาวพม่าที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ซึ่งจะได้ปกครองประเทศ กับกลุ่มชาติพันธุ์ เรียกการเจรจาครั้งนั้นว่า “สัญญาปางโหลง” หรือ “ความตกลงปางโหลง” (Panglong Agreement) มีข้อตกลงว่า 10 ปีหลังได้รับเอกราช กลุ่มชาติพันธุ์สามารถแยกออกไปปกครองตนเองได้

ในปี 1958 เมื่อครบ 10 ปีตามที่ตกลงกัน นายพลเน วิน ได้ยึดอำนาจเข้ามาเป็นรัฐบาลรักษาการแทนนายอู นุ โดยอ้างว่านายอู นุ เป็นรัฐบาลพลเรือนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศให้เป็นปกติได้ โดยเฉพาะปัญหาชนกลุ่มน้อยและความมั่นคง

“กองทัพมีความตั้งใจและมีปรัชญาว่า จะไม่ยอมให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวออกไปเป็นเอกราชหรืออิสระได้ การแยกตัวเป็นอิสระเป็นเรื่องที่กองทัพรับไม่ได้เลย มันจะทำให้กองทัพรู้สึกเสียศักดิ์ศรี ทำให้ความเป็นเอกภาพ สหภาพ สุ่มเสี่ยงจะล่มสลายแตกสลาย ซึ่งสิ่งนี้มันอยู่ในสโลแกนหลักของกองทัพพม่ามาทุกยุค”

นายพลเน วิน ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาว่าจะจัดเลือกตั้งภายใน 18 เดือน การเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นในปี 1960 ผลปรากฏว่าประชาชนเลือกพรรคของอู นุ เข้ามาแบบถล่มทลาย ครั้งนั้นชาวเมียนมาได้ออกมาต่อต้านการรัฐประหารนี้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เริ่มเห็นถึงการออกมาแสดงพลังอย่างจริงจัง คือ กรณีการออกมาประท้วงเพื่อแย่งศพของอูถั่น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่เรียกว่า “วิกฤตการณ์อูถั่น” (U Thant Crisis) ในปี 1974

จากนั้นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมียนมา คือ การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาปัญญาชนในปี 1988 หรือที่เรียกว่า 8888 Uprising ซึ่งออง ซาน ซู จี ได้เข้าร่วมกล่าวปราศรัยในการชุมนุม เหตุการณ์นั้นมีนักศึกษาและปัญญาชนเสียชีวิตมากมาย และนำไปสู่การลาออกของนายพลเน วิน จนกระทั่งปี 2007 ก็เกิดการปฏิวัติการลุกฮือของประชาชนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในนาม Saffron Revolution หรือการปฏิวัติชายจีวรที่นำโดยพระสงฆ์

ปี 2010 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมียนมา เมื่อกองทัพตัดสินใจจะปฏิรูปประเทศ มีการปล่อยตัวออง ซาน ซู จี และต่อมามีการจัดการเลือกตั้งในปี 2015 ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ของพรรค NLD

อ.ลลิตาบอกอีกว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 พรรค NLD ชนะแบบแลนด์สไลด์ยิ่งกว่า แม้นักวิเคราะห์ต่างชาติบอกว่าจะไม่แลนด์สไลด์ เพราะมีปัญหาเรื่องโรฮีนจา ซู จี ไม่ได้เป็นคนที่น่านับถือขนาดนั้นอีกแล้ว ปรากฏว่านักวิเคราะห์ไม่เข้าใจคนเมียนมา เรื่องโรฮีนจาไม่มีผลกระทบต่อวิธีคิดของคนเมียนมาเลย เช่นกันกับการรัฐประหารที่เพิ่งเกิดขึ้นก็เป็นการรัฐประหารที่หักปากกาเซียน นักวิเคราะห์ล้วนมองว่าจะไม่มีรัฐประหาร เพราะรัฐธรรมนูญปี 2008 คุ้มครองสิทธิ์ของกองทัพเป็นอย่างดี กองทัพมีโควตาในสภาแล้ว 25% แต่ปรากฏว่ากองทัพยังไม่พอใจโควตา 25%

สำหรับปรากฏการณ์ที่ชาวเมียนมาออกมาต้านรัฐประหารและเรียกร้องให้ปล่อยตัวออง ซาน ซู จี ในครั้งนี้ อ.ลลิตาชี้ให้เห็นว่า คนที่อายุมากกว่า 40 ปี เติบโตมาพร้อมกับการต่อสู้ของ NLD คนวัยนั้นจึงอินมากกับเหตุการณ์นี้ ขณะที่คนเจน Z แม้จะไม่ได้อินกับออง ซาน ซู จี มาก แต่เขาออกมาต่อสู้ในฐานะที่เป็นประชาชนชาวเมียนมา เพราะอย่างไรก็ตาม ดอซูเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย และได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อ.ลลิตาเปรียบเทียบการรัฐประหารในเมียนมากับไทยว่า รัฐประหารในเมียนมากับรัฐประหารในไทยอาจจะไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ 100% รัฐเร้นลึกหรือ deep state ในประเทศไทยกับรัฐเร้นลึกในเมียนมาเป็นคนละอย่างกัน ฝั่งประชาชนที่ออกมาประท้วงหลัก ๆ ในไทยเป็นคนหนุ่มสาว แต่ในเมียนมาเป็นคนทุกวัย เพราะเป็นฉันทามติร่วมกันในประเทศเขาว่าไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาอำนาจที่อยู่ใต้กองทัพ

ถ้าถามว่าการประท้วงของชาวเมียนมาได้รับแรงบันดาลใจจากไทยหรือไม่ อ.ลลิตาแสดงความเห็นว่า ไม่ใช่ เพราะที่จริงแล้วชาวเมียนมามองสถานการณ์ในไทยว่าเป็นจุดที่ประเทศเขาผ่านมาแล้ว เขาคิดว่าประเทศเขาจะไม่มีรัฐประหารอีก แต่ตอนนี้เขาต้องกลับไปอยู่จุดนั้นอีก อาจจะมีเพียงบางอย่างที่ได้รับอิทธิพลจากไทย คือ การใช้สัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว ซึ่งไทยนำมาจากภาพยนตร์

Photo by REUTERS

รู้จักและเข้าใจกองทัพพม่า

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยอิสระที่ศึกษาเรื่องกองทัพเมียนมา ให้ข้อมูลที่จะทำให้รู้จักกองทัพเมียนมามากขึ้นว่า กองทัพเมียนมาที่เรียกว่า “ทัตมาดอว์” มีอุดมการณ์แบบชาตินิยมและทหารนิยม ต้องการจะรักษาความเป็นเอกภาพของสหภาพเมียนมา

ภารกิจหลักของกองทัพเมียนมามี 2 อย่าง คือ 1.ป้องกันประเทศจากภัยคุกคาม 2.ปกครองและบริหารประเทศ

ภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดของกองทัพเมียนมา คือ ปัญหาชาติพันธุ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ตะวันออก (มอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่) และตะวันตก (โรฮีนจา) ภัยคุกคามประเภทที่ 2 คือ ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างบังกลาเทศ อินเดีย

สุภลักษณ์บอกว่า ทหารเมียนมาอยู่ในการเมืองมาตลอดตั้งแต่ปี 1962 ในสถานการณ์ปกติ กองทัพมีพื้นที่ในสภา 25% อยู่แล้ว กระทรวงสำคัญที่เกี่ยวในเรื่องของความมั่นคงก็คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกิจการชายแดน ล้วนอยู่ในโควตาของกองทัพ

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่าง สุภลักษณ์เปรียบเทียบกองทัพเมียนมากับกองทัพไทยว่า “กองทัพเมียนมาควบคุมการเมือง กองทัพไทยแค่เล่นการเมือง” โดยสรุปข้อเปรียบเทียบออกมาได้ 5 ข้อ ดังนี้

1.กองทัพเมียนมานั่งอยู่บนยอดสุดของพีระมิดทางสังคม มีเครื่องไม้เครื่องมือดีที่สุด ทำให้กองทัพเมียนมามีอำนาจที่จะควบคุมการเมืองได้สมบูรณ์แบบ ต่างจากกองทัพไทยที่ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

2.สังคมชนชั้นนำของเมียนมายังค่อนข้างเล็กและจำกัด เฉพาะในกลุ่มที่เป็นระดับสูงของกองทัพเท่านั้น การที่มีชนชั้นนำกลุ่มเล็กก็ง่ายที่จะเจรจาต่อรอง แต่สังคมชั้นนำไทยค่อนข้างที่จะซับซ้อน

3.ภาคประชาสังคมของเมียนมายังอ่อนแออยู่ ในขณะที่ภาคประชาสังคมของไทยเติบโตมาก การออกมาประท้วงของนิสิตนักศึกษาไทยทำให้กองทัพไม่สามารถใช้อำนาจได้แบบกองทัพเมียนมา

4.เศรษฐกิจเมียนมาอยู่ระหว่างการพัฒนา และไม่ซับซ้อน ซึ่งต่างจากเศรษฐกิจของไทยที่กองทัพไม่สามารถบริหารได้

5.เมียนมาไม่ได้สนการประณามของชาติตะวันตกมากนัก ซึ่งประเทศไทยสนใจระเบียบของโลกมากกว่า

Photo by REUTERS

เมียนมากับนานาชาติ แรงกดดันจะช่วยให้เป็นประชาธิปไตย ?

ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ธรรมชาติของการเมืองพม่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการประนีประนอม กองทัพคือชนชั้นนำทางการเมืองที่อยู่คู่ประเทศมาตั้งแต่ปี 1948 จนกระทั่งปี 2010 เพราะประเทศนี้เกิดขึ้นได้ด้วยกองทัพ กองทัพเป็นสถาบันเดียวที่สร้างประเทศ

“การวิเคราะห์การเมืองเมียนมาต้องตั้งต้นจากจุดนั้น สำหรับผมแล้วเมื่อพูดถึงการเมืองเมียนมา เราไม่สามารถโลกสวยได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ”

อาจารย์พินิตพันธุ์วิเคราะห์ในมิติเมียนมากับต่างประเทศ ซึ่งสรุปได้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1.แรงกดดันนานาชาติใช้ไม่ได้ผลกับเมียนมา : ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่าแรงกดดันจากนานาชาติจะไม่มีผล ไม่สามารถกดดันกองทัพเมียนมาได้ เพราะเมียนมาอยู่รายล้อมด้วยประเทศที่ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ผลประโยชน์ระหว่างอเมริกากับเมียนมามีน้อย แม้จะโดนคว่ำบาตรจากอเมริกาและยุโรปก็ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่พร้อมเข้าไปลงทุนในเมียนมา ไม่ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลทหารหรือพลเรือนก็ตาม

“แรงกดดันจากนานาชาติโดยเฉพาะจากฝั่งตะวันตก ไม่ใช่แค่เกราะกำบังสำหรับเมียนมา แต่เป็นทางเลือกให้เมียนมาด้วย ดังนั้นตอนนี้ เมียนมาไม่ได้มีทางเลือกที่จำกัดเลย ยังมีทางเลือกในการจะเล่นในเวทีระดับประเทศด้วยซ้ำ”

เรื่องที่น่าเป็นห่วงหากในท้ายที่สุดแล้วเมียนมาโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและโดนยกเลิกความสัมพันธ์ คือ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจะถูกตัดลง ซึ่งประชาธิปไตยในเมียนมาได้รับการถูกสนับสนุนอย่างมากจากเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่กองทัพเลย กลับอยู่ที่คนธรรมดาซะมากกว่า”

2.ศึกระหว่างจีน-อเมริกา เมียนมาจะไม่อยู่ข้างไหนเลย : ที่ผ่านมาอเมริกาหา “ผู้เล่น” หรือ “ตัวแทน” ในการสู้กับจีน แต่หากอเมริกาจะใช้เมียนมาเป็นตัวแทนสู้กับจีนนั้นไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ระหว่างอเมริกากับเมียนมาที่อเมริกาจะใช้กดดันเมียนมามีน้อย และเมียนมาก็ไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะเป็นผู้แทนของอเมริกาในการท้าทายอำนาจและอิทธิพลของจีน

ในทางตรงข้าม การคว่ำบาตรจากอเมริกาและยุโรปก็จะไม่เป็นการผลักเมียนมาไปหาจีน เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ที่เข้ามาแทรกแซงละเมิดอำนาจอธิปไตย ดินแดน ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ ทำให้เมียนมากระอักกระอ่วนใจมากที่สุดตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมา เมียนมาต้องการออกจากอิทธิพลของจีนให้ได้

“เมียนมาไม่น่าจะเข้าหาจีนง่าย ๆ โดยไม่คิดอะไรเหมือนเป็นประเทศเล็กที่ร่วมหัวจมท้าย ศิโรราบกับความยิ่งใหญ่ของจีน เพราะเมียนมาฉลาดกว่านั้น อาจจะย้อนกลับไปมองในช่วงการคว่ำบาตรทางการเมืองและเศรษฐกิจของอเมริกาและยุโรป มันผลักดันให้เกิดการพึ่งพาอำนาจของจีน แต่ถ้ามองภาพกว้างจะเห็นว่าเมียนมาพยายามอย่างมากที่จะเป็นสมาชิกอาเซียนด้วย เมียนมาพยายามอย่างมากในการที่จะมีความสัมพันธ์กับอินเดียด้วย เมียนมามีความพยายามอย่างมากที่จะสร้างเสถียรภาพในความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นด้วย เพราะเมียนมาไม่อยากอยู่ภายใต้อาณัติของจีนไปตลอด”

3.อาเซียนคือ game changer ที่ควร take action : อาเซียนควรมีมาตรการบางอย่าง ควรเจรจาหารือกันในเรื่องนี้ ในฐานะที่อาเซียนเป็น “คอมฟอร์ตโซน” ของเมียนมา ซึ่งที่ผ่านมาเมียนมาเปิดและรับฟังอาเซียนพอสมควร ครั้งนี้ก็น่าจะเช่นกัน เพราะเมียนมาไม่ต้องการออกจากอาเซียนแน่นอน

“ผมคิดว่าถ้าเมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค ก็น่าจะคุยกันตรง ๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้น ผมคิดว่า game changer ที่อาจจะทำให้เกิดการตีกรอบความรุนแรงและความขัดแย้งไม่ให้ขยายตัวได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็นอาเซียน”

การประท้วงที่ไม่มีทางชนะ ?

ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า แนวทางที่เหตุการณ์ในครั้งนี้จะจบลงเป็นไปได้มี 2 แนวทาง คือ 1.จะเป็นประชาธิปไตย 2.ทหารเมียนมาจะทำทุกอย่างเพื่อให้การรัฐประหารชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งแนวโน้มจะเป็นแบบที่ 2 มากกว่า

อาจารย์นฤมลอธิบายว่า คนที่ออกมาเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารมีอยู่สองแบบ ซึ่งทุกแบบเห็นตรงกันคือ คัดค้านการรัฐประหาร แต่วิสัยทัศน์ที่บอกว่าต้องการรัฐประชาธิปไตยแบบไหนอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์บอกว่า ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เป็นระบบสหพันธรัฐ ส่วนกลุ่มที่เป็นผู้สนับสนุน NLD คิดอีกแบบหนึ่ง แต่ทั้ง 2 กลุ่มเหมือนกัน คือ คัดค้านการเข้ามาของกองทัพ

หนึ่งในนั้นคือกลุ่มเรียกร้องที่เรียกตัวเองว่า Civil Disobedience Movement (CDM) ได้เสนอให้มีการแสดงอารยะขัดขืน อย่างแรกคือ ให้นักการเมืองแสดงออกว่าได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การสาบานตน สอง-ให้กลุ่มข้าราชการหรือพนักงานของรัฐออกมาประท้วงเพื่อให้ฟังก์ชั่นของรัฐบาลไม่สามารถทำได้ และสาม-ประชาชนทั่วไปออกมาทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทุก 2 ทุ่มให้บีบแตรตีหม้อไหกระทะ

แม้ว่าจะเป็นการประเมินที่เร็วไป แต่เมื่อมองอนาคตระยะใกล้ของ CDM อาจารย์นฤมลก็บอกว่า การเคลื่อนไหวแบบอารยะขัดขืนของ CDM ไม่มีโอกาสชนะเลย โดยได้ยกคำพูดของแกนนำกลุ่มมาเล่าให้ฟังว่า

“การทำ CDM มีประโยชน์ในแง่ของการป้องกันความรุนแรง แต่ถึงกระนั้นก็ยาก เพราะกองทัพเมียนมาถอยไม่ได้แล้ว ทำรัฐประหารมาแล้ว แต่ว่าการทำ CDM อาจจะส่งผลในแง่ของรูปแบบของการประนีประนอมที่จะเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่ปิดประเทศแบบ 8888 บางคนคิดว่านี่อาจจะเป็นช่องทางที่ทำให้มีรัฐประหารซ้อนไหม แต่เมียนมาไม่มียังเติร์ก สิ่งที่เราจะเห็นก็คือเขาจะใช้รูปแบบม็อบชนม็อบ แล้วใช้ในเงื่อนไขของการปราบปราม แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือการใช้ตำรวจและตำรวจปราบจลาจล ยังไม่เห็นการระดมกำลังพลของกองทัพ นี่คือสิ่งที่เปลี่ยน เขาอาจจะมองเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาชาวโลก”

“พูดแบบฟันธง CDM จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง หรือผลการรัฐประหาร คือไม่มีโอกาสกลับไปเป็นผลการเลือกตั้งเมื่อ 8 พฤศจิกายน แต่สถานการณ์ไม่น่าจะเหมือนปี 1990 ที่ NLD ได้แลนด์สไลด์แล้วทหารไม่ถ่ายโอนอำนาจ สิ่งที่เราจะเห็นคือเขาก็จะใช้ตำรวจและตำรวจปราบจลาจลเป็นด่านที่ 1 ในการจัดการ แล้วเขาจะบอกว่านี่ไงเป็น state of emergency พอมีความรุนแรงก็จะยิ่งบอกว่า รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะมีสถานการณ์ฉุกเฉิน” อาจารย์นฤมลแสดงความเห็นแบบฟันธง

นี่คือมุมมองที่นักวิชาการผู้ศึกษาลงลึกเกี่ยวกับเมียนมามีต่อสถานการณ์รัฐประหารเมียนมาปี 2021 ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เหตุการณ์จะยืดเยื้อกินเวลานานแค่ไหน หรืออาจจะจบภายในระยะเวลาอันใกล้ และเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐประหาร เมียนมา